เบลอ : สุกมล รุ่งบุญ

เรื่องสั้น

รพีดึงลิ้นชักโต๊ะออก ก้มหน้ามองหาสิ่งที่ตนต้องการ เมื่อหาไม่พบจึงใช้มือคุ้ยเอกสารประดามีในลิ้นชักนั้นอย่างลวกๆ อึดใจเดียวก็พบ…

สมุดคู่ฝากธนาคารของรพียังดูใหม่เอี่ยม แต่มิใช่เพราะเพิ่งจะเคยมีเงินฝากธนาคาร ปีนี้เขาอายุครบ 33 ปีแล้ว ย่อมต้องเคยมีเงินออมมาก่อนหน้านี้นับแต่เริ่มไปโรงเรียนและเริ่มมีค่าขนม เช่นเดียวกับเด็กๆอีกเป็นจำนวนมากที่พ่อแม่เฝ้าสั่งสอนให้เหลือเงินค่าขนมมาหยอดกระปุกบ้าง เขาพยายามเก็บออมมาเรื่อยแต่ไม่นานนักก็มักจะมีเหตุให้ต้องถอนเงินมาใช้อยู่ร่ำไป ครั้นสำเร็จการศึกษาซึ่งเท่ากับว่าหมดวัยที่จะได้รับค่าขนมแล้ว รพีก็ตั้งหน้าตั้งตาหารายได้มาทดแทนค่าขนมที่หายไปจากชีวิตเขา แต่ก็มักจะหาได้แค่พอใช้เท่านั้น ไม่มีเหลือเฟือไว้เผื่อเก็บ

รพีทำงานประจำเป็นนักออกแบบกราฟฟิคมา 6 ปีแล้ว ทั้งๆที่เขาไม่ชอบคอมพิวเตอร์เอาเสียเลย ที่ไม่ชอบนี้ไม่ใช่เพราะเกลียดความทันสมัยหรือเกลียดไฮ-เทคโนโลยี รพีโปรดปรานอินเตอร์เน็ตเป็นที่สุด เขามักส่งอี-เมลไปหาเพื่อนฝูงได้ทุกวัน แต่เขาไม่ชอบใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสื่อความคิดสร้างสรรค์ของเขา เขาเรียนจิตรกรรมและเป็นจิตรกร จึงมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะสร้างผลงานศิลปะอันบริสุทธิ์ผุดผ่องให้ตรงกับใจและอารมณ์ความรู้สึกของเขาได้เทียบเท่ากับมือทั้งสองของเขาเอง

แต่รพีก็ทนทำงานไปเรื่อยๆ ” เพราะข้าอยากได้เงินเดือน ”

เพื่อนฝูงต่างก็รู้กันดีว่ารพีเป็นคนมีอุดมคติ อุดมคติดังกล่าวคือ ” ข้าเรียนมาทางนี้ รักทางนี้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของข้าคือรังสรรค์งานศิลปะ ข้าจะดำรงชีพด้วยการทำงานศิลปะ เดี๋ยวนี้คนไทยมีรสนิยมทางศิลปะดีขึ้น ข้าคงอยู่ได้ ” ว่าแล้วรพีก็ทำตามอุดมคติของตนทันทีที่เรียนจบด้วยการ เขียนรูปอยู่กับบ้านรูปแล้วรูปเล่า ส่งงานประกวดได้รางวัลติดไม้ติดมือมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่รางวัลใหญ่เงินรางวัลจึงไม่มากนัก อยู่ในบัญชีได้ไม่นานก็หมดไป รูปที่ขายได้ก็มีจำนวนไม่มากนักและขายไปในราคาไม่สูง ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเวลาอันสมควร รพีก็บอกว่า ” ข้าต้องหางานประจำทำ ถึงจะมีเงินทำงานศิลปะของข้าต่อไป ”

สมุดคู่ฝากที่รพีกำลังเปิดดูอยู่นี้เป็นเล่มใหม่เอี่ยมจริงๆ เขาจ้องมองยอดเงินในบัญชีอยู่นานแล้วยิ้มคนเดียว เก็บสมุดคืนเข้าในลิ้นชักเหมือนเดิม ” ดวงกำลังมา ” รพีพูดกับตัวเอง

ประมาณเกือบปีเห็นจะได้ ที่อยู่ๆรพีก็เขียนรูปอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง กลับจากทำงานก็เขียนรูป เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ไปไหน เฝ้าแต่เขียนรูปแก้รูปอยู่นั่นแล้ว เพื่อนๆเห็นว่างานดีและแปลก จึงพากันยุให้ส่งประกวดปีนี้อีก ” ส่งแน่ งานนี้ข้ามั่นใจ ” แล้วงานนี้รพีก็ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสมกับที่มั่นใจ

ภาพที่ได้รางวัลของรพีชื่อว่า เบลอ เขียนขึ้นมาทั้งหมด 5 ภาพ ประกอบไปด้วยภาพเบลอหมายเลข1ถึง5 เพื่อนมองว่ารพีทำงานคราวนี้อย่างลื่นไหลผิดไปจากปกติ ที่มักจะทำๆหยุดๆเพราะเกิดเปลี่ยนใจหรือไม่พอใจงานที่ตัวทำขึ้นมากลางคัน แต่ครั้งนี้รพีทำงานราวกลับอะไรสักอย่างในตัวเขามันแตกทะลักไหลออกมาอย่างไม่จบไม่สิ้น รพีเขียนภาพสีน้ำมันว่าด้วยเมืองหลวงแบบเบลอๆสมกับชื่อภาพ ประกอบกับเขาเป็นจิตรกรที่มีทักษะสูง ภาพจึงงามและกระทบอารมณ์ความรู้สึกทั้งของกรรมการและผู้ชมอื่นๆได้อย่างจัง

นอกจากภาพเบลอ 4 ที่ได้รางวัลยอดเยี่ยมในการประกวดแล้ว ภาพเบลอ1-2-3-5 ก็มีผู้มาติดต่อซื้อไปหมดภายหลังงานประกวด ผู้ซื้อดังกล่าวเป็นนักธุรกิจใหญ่อเมริกันซึ่งมีรสนิยมวิไล บังเอิญมาประชุมกับบริษัทสาขาของตนที่กรุงเทพมหานครในช่วงนั้นพอดี โชคเข้าข้างรพีตรงที่เกิดมีมหาเศรษฐีไทยอยากได้ภาพชุดนี้เช่นกัน ราคาภาพจึงพุ่งสูงราวกับเป็นภาพที่อยู่ในรายการประมูลของคริสตี้หรือโซทเทอร์บี ท้ายที่สุดมหาเศรษฐีอเมริกันก็ชนะใจรพีไปเพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ตอนนั้นกำลังพุ่งสูง

” ข้าไม่ได้เห็นแก่เงินหรอกนะ ใจจริงข้าก็อยากให้คนไทยได้ไว้ แต่มานึกๆดู มันก็ซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวด้วยกันทั้งคู่ ถึงข้าจะขายให้คนไทยงานข้าก็ไม่ได้ตกไปเป็นสมบัติของชาติเสียหน่อย แล้วอีกอย่างนะ ข้าจะตั้งตัวได้ก็เพราะเงินก้อนนี้แหละ แต่ก่อนตั้งตัว ข้าจะต้องไปผ่าตัดรักษาสายตาสั้น ข้าเบื่อใส่แว่นเต็มทนแล้ว ผ่าเสร็จเรียบร้อยเมื่อไรข้าก็จะตั้งตัวได้อย่างชัดเจนเสียที ”

โชคไม่ดีที่รพีสายตาเอียงมากไป ไม่สามารถทำคอนแทคเลนส์ใส่ได้ จึงจำเป็นต้องใส่แว่นหนาเตอะ เรื่องนี้บั่นทอนความมั่นใจในหน้าตาของเขาไปมาก เลนส์แว่นตาของเขาหนาเป็นวงเว้าๆซ้อนๆๆๆกันจนมองเห็นเพียงแค่ลูกนัยน์ตาขาวและดำของรพีอยู่ที่จุดรวมสายตาเท่านั้น รพีเป็นหนุ่มที่ไม่เคยมีโอกาสทำเท่ห์ด้วยการใส่แว่นกันแดด เพราะความหนาของเลนส์ ทำให้แว่นกันแดดก็ดูน่าเกลียดพอๆกันกับแว่นสายตา นอกจากนี้ รพีเป็นคนที่คลั่งกีฬาแทบทุกประเภท แต่กีฬาที่เล่นแล้วเหงื่อออกทำให้รพีเดือดดาล เพราะพอกำลังจะได้เหงื่อ แว่นตาก็คอยจะเลื่อนตกมาอยู่ที่ปลายจมูกทุกทีไป สายรัดแว่นตาก็เอาไม่อยู่ ได้แต่รัดแว่นให้ติดแน่นอยู่ที่ศีรษะมิได้รัดแว่นตาให้ติดแน่นที่ดั้งจมูกตามความประสงค์ของรพี ครั้นจะมาเล่นกีฬาที่เหงื่อไม่ออกเช่นว่ายน้ำ รพีก็จำต้องถอดแว่น จำต้องหาสระว่ายน้ำที่มีคนมาว่ายน้อยมากหรือไม่มีเลย เพื่อหลีกเลี่ยงการว่ายไปเฉียดชนคนอื่นๆหรือขอบสระ ซึ่งรพีมีประสบการณ์เช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งหมดความอดทนที่จะว่ายน้ำต่อไป

” ข้าถอดแว่นเมื่อไหร่ก็ดีกว่าตาบอดนิดเดียวเอง ”

เพื่อนรักสมัยมัธยมของรพีเป็นจักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง แต่นอกเวลาราชการ เพื่อนผู้นี้เป็นจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการผ่าตัดรักษาสายตาสั้นด้วยเลเซอร์ที่ศูนย์ผ่าตัดรักษาสายตาสั้นของเอกชนที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะเหตุว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากวงการต่างๆ เมื่อรพีมีเงินในบัญชีมากพอที่จะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น วันหนึ่งหลังเลิกงานรพีจึงเดินทางไปพบเพื่อนที่ศูนย์ดังกล่าวเพื่อซักถามรายละเอียด พร้อมทั้งขอนัดหมายมาตรวจสภาพสายตาก่อนผ่าตัด

เมื่อกระบวนการตรวจเบื้องต้นทั้งหลายผ่านพ้นไปด้วยดี รพีก็ให้รู้สึกสบายใจและกระปรี้กระเปร่า เพราะได้ซักไซร้ไล่เลียงเอากับเพื่อนจนเกิดความแน่ใจว่าเมื่อผ่าตัดเรียบร้อยแล้วก็จะได้เห็นโลกอย่างที่โลกเป็นอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพาเลนส์แว่นตาหนาเตอะอีกต่อไป

ระหว่างนั่งรถเมล์กลับบ้าน รพีก็ซักซ้อมชีวิตใหม่ของตนด้วยการถอดแว่นตาเก็บในกระเป๋าเสื้อ แล้วมองดูข้างทางไปเรื่อยๆ รพีรู้สึกสบายหน้า เพราะแม้จะเลือกใช้เลนส์ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะมีจำหน่ายแล้ว ก็ยังไม่วายจะรู้สึกหนัก

ภาพที่รพีเห็นเมื่อไม่มีเลนส์แว่นตามาช่วยทำให้ชัดเจนนั้นเป็นความแปลกตา ทั้งนี้เนื่องจากว่ารพีแทบไม่เคยถอดแว่น โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกบ้าน ” สวยกว่าเวลาชัดๆเสียอีก ” รพีนึกในใจ ” เราเห็นทุกอย่างแต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดูสิ แม้แต่แสงไฟก็มลังเมลือง เหมือนมีคนมาจุดพลุไว้จนทั่ว เป็นพลุที่จุดแล้วไม่ดับเสียด้วย ระเบิดออกเป็นแสงสว่างแล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น ” รพีรู้สึกเสียดายขึ้นมาวูบหนึ่งว่าเมื่อผ่าตัดเสร็จก็จะไม่มีวันได้เห็นภาพเช่นนี้อีกแล้ว ภาพที่ครั้งหนึ่งได้มีคุณูปการแก่ชีวิตของตนโดยที่ตนก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน รพีหวนนึกถึงคืนนั้น ที่อยู่ๆน็อตยึดกรอบแว่นก็กระเด็นหลุดออกจากที่เอาดื้อๆ พลอยทำให้เลนส์ข้างหนึ่งหลุดตามออกมาจากกรอบแว่นด้วย รพีจึงต้องถอดแว่นพร้อมกับจ้องมองข้างทางอย่างมีสมาธิตลอดเวลา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็จะลงรถไม่ถูกป้าย

ไม่มีใครรู้ว่ารพีลำบากใจเพียงใดเมื่อต้องอธิบายถึงแรงบันดาลใจในการเขียนภาพชุดเบลอของเขา สาเหตุก็คือรพีไม่กล้าพูดความจริง ว่าแรงบันดาลใจในการเขียนภาพชุดนี้ได้มาด้วยความบังเอิญ ได้มาง่ายๆไม่มีความซับซ้อนใดๆ ทั้งยังได้มาโดยไม่ต้องอาศัยพุทธิปัญญา
.
.
.
ผู้คนในวงการกล่าวขวัญว่าเขาเขียนภาพเหนือจริง เขาต้องยิ้มรับแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาเขียนภาพเหมือนจริงต่างหาก

รพีรู้สึกละอายใจเป็นพักๆนับตั้งแต่ภาพได้รางวัล ทั้งไม่ปรารถนาจะได้ยินผู้ใดชมเชยภาพของเขาด้วย ” ต้องเลิกคิด ต้องเลิกคิด ” รพีบอกตัวเองก่อนจะเบี่ยงเบนไปคิดถึงเรื่องผ่าตัดตาแทน ราคาค่าผ่าตัดแพงเหมือนที่เคยคิดไว้ แต่จะเป็นไรไปในเมื่อตอนนี้รพีมีเงินมากพอที่จะจ่าย อันที่จริงก็มีโรงพยาบาลใหญ่ๆของรัฐให้บริการเช่นนี้ ในราคาที่ถูกกว่าเล็กน้อย รพีคิดไปคิดมาแล้วก็ตัดสินใจจ่ายแพงกว่าเพื่อให้เพื่อนรักเป็นผู้ทำการผ่าตัดให้ ” ให้ชีวิตเราอยู่ในกำมือเพื่อนเห็นจะดีกว่าให้อยู่ในกำมือคนที่เราไม่รู้จัก ”

รพีเปิดสมุดคู่ฝากธนาคารดูอีกเมื่อกลับถึงบ้าน คว้าเครื่องคิดเลขมากดอย่างคล่องแคล่ว บางขณะที่กดเครื่องคิดเลข รพีก็รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่บ้างว่าทำไมตนเองจึงกดเครื่องคิดเลขคล่องนัก ” เราก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับตัวเลขเลยนี่นา ” แต่รพีไม่รู้ตัวว่าเขาคำนวณรายรับรายจ่ายของตนทุกคืน เมื่อไรที่รู้ว่าจะมีรายจ่าย รพีเป็นต้องหยิบสมุดธนาคารเพื่อเอายอดมาตั้ง แล้วหักลบด้วยรายจ่ายที่คาดว่าจะต้องจ่าย ทำนองเดียวกันกับเมื่อรู้ว่าจะมีรายรับ รพีก็เอายอดในสมุดมาตั้งแล้วบวกรายรับที่คาดว่าจะได้เข้าไป รพีคิดอยู่แต่ว่าตนเองเป็นจิตรกร เรื่องรับๆจ่ายๆเงินๆทองๆเป็นเรื่องต้องห้าม และเป็นมลทินต่ออุดมคติในการทำงานศิลปะของตน แล้วเราจะได้เห็นกัน

” หักค่าผ่าตัดตาสั้นแล้วเหลือเงินไม่เท่าไหร่แฮะ ” รพีจ้องอยู่ที่ยอดเงินคงเหลือ ” เรายังไม่ควรลาออกจากงาน เพราะเงินเท่านี้ใช้ๆไปเดี๋ยวก็คงหมดอีก ” รพีคิดเรื่องลาออกจากงานมาเรื่อยนับตั้งแต่ได้รางวัลและขายภาพได้หมด แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ลงเอยเช่นนี้ เนื่องจากรพียังไม่มั่นใจในอนาคตของตนว่าถ้าไม่มีเงินเดือนประจำเสียแล้ว จะมีกินมีใช้ไปอีกนานแค่ไหน แม้จะมั่นใจในฝีมือมากขึ้นอีกทั้งรางวัลที่ได้รับก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาส่งกลิ่นหอมหวล ” แต่ถ้ารูปชุดต่อไปขายไม่ออกเล่า ”

” คงต้องทนทำต่อไปก่อน ” นี่คือบทสรุป

รพีไปทำงานทุกวันตามปกติ ตอนนี้เขายังไม่ได้กำหนดว่าพร้อมจะไปผ่าตัดเมื่อใด ได้แต่คิดไว้คร่าวๆว่าเมื่อสะสางงานสำคัญๆที่ตัวรับผิดชอบอยู่เสร็จ ก็จะไปทันที สมัยก่อนเป็นสมัยที่หมอเป็นผู้นัดคนไข้ แต่สมัยนี้คนไข้เป็นผู้นัดหมอ ทั้งนี้ เราพูดถึงเฉพาะสถานรักษาพยาบาลที่มิได้เป็นของรัฐเท่านั้น ปัจจุบันผู้ที่ไม่มีความขัดสนในเรื่องเงินทองย่อมไม่ไปเข้าคิวรอตรวจที่โรงพยาบาลของรัฐตั้งแต่ตีห้าครึ่งอีกต่อไป ในกรณีของรพี เมื่อใดที่พร้อม เขาก็เพียงแต่กดโทรศัพท์ไปที่ศูนย์ผ่าตัดตา พร้อมกับถามว่าถ้าเขาจะไปวันที่เท่านั้นเท่านี้ จะสะดวกหรือไม่ อีกฝ่ายก็จะพยายามจัดเวลาให้เป็นไปตามความประสงค์ของรพี เว้นแต่สุดวิสัยจริงๆจึงจะเสนอวันเวลาอื่นๆมาให้รพีเป็นผู้เลือกเอาตามสะดวก จึงจะเห็นได้ว่าทุกอย่างขึ้นกับอำเภอใจของรพีเป็นสำคัญอย่างน้อยก็ในขั้นต้น แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วรพีจะไม่ได้ดังใจไปเสียทั้งหมด แต่รพีก็คือผู้ที่มีสิทธิ์เลือกก่อน

เมื่อเวลาล่วงเลยไป จวนเจียนจะตัดสินใจไปผ่าตัด ก็ให้มีเหตุมาขัดจังหวะโดยไม่คาดฝัน

รพีได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศ มหาเศรษฐียูเอสดอลลาร์ผู้ที่ทำให้รพีชื่นใจทุกครั้งที่หยิบสมุดคู่ฝากมาเปิดดูนั่นเอง รพีใช้ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆเจรจาโต้ตอบอยู่พักหนึ่งแล้วก็วางสาย นับจากนั้นเป็นต้นมา เพื่อนร่วมงานของรพีก็ซุบซิบกันว่ารพีน่าจะได้รับข่าวไม่สู้ดีนักจากแดนไกล เห็นได้จากการที่รพีพูดน้อยลงแต่คิดมากขึ้น

สาระสำคัญที่ทำให้มหาเศรษฐีโทรศัพท์มาคือเรื่องภาพชุดเบลอ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที มหาเศรษฐีติดใจภาพชุดนี้ของรพีเป็นอันมาก ถึงกับว่าจ้างให้รพีเขียนภาพชุดเบลอในเวอร์ชั่นอื่นๆให้อีกสี่ภาพ เพื่อจะนำไปประดับบ้านพักสองหลัง ส่วนภาพชุดที่ซื้อไปแล้วนั้น มหาเศรษฐีนำไปเชิดชูไว้ที่อาคารสำนักงานใหญ่ของตนใจกลางมหานคร

เท่าที่ความเข้าใจภาษาอังกฤษของรพีจะอำนวย รพีจับความได้ว่า ภาพชุดใหม่ที่ว่าจ้างให้เขียนนี้เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนสาขาในกรุงเทพฯจะเป็นผู้มารับไป โดยมหาเศรษฐีไม่จำเป็นต้องมาดูก่อนว่าพอใจหรือไม่ พูดง่ายๆได้ว่า จะอย่างไรก็เอาแน่และจ่ายให้ในราคาเดิมเสียด้วย

รพีปรึกษาเพื่อนสนิทด้วยหน้าตาเคร่งเครียดและน้ำเสียงที่กลัดกลุ้มจนเพื่อนใจหาย เพราะคิดว่ารพีปฏิเสธไปเรียบร้อยแล้ว ค่อยมาโล่งอกเอาต่อเมื่อรพีบอกว่าตนเองตอบรับไปในทันทีทันใด คืนนั้นมีการกระจายข่าวความโชคดีของรพีในหมู่เพื่อน ทุกๆคนพากันดีใจด้วยกับรพีและคิดคล้ายๆกันว่าความโชคดีของรพีถือเป็นความโชคดีของวงการศิลปะด้วย เพราะหากไม่มีรายได้จากการเขียนภาพเลย รพีอาจเลิกเขียนภาพ และวงการย่อมต้องสูญเสียศิลปินผู้กอปรไปด้วยอุดมคติอันสูงส่งไปอีกหนึ่งคน

แต่รพีกลับนอนพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่คนเดียวกลางดึก จนในที่สุดก็ต้องลุกมานั่งที่โต๊ะทำงาน ถ้าถามว่ามีอะไรน่ากลุ้ม ก็จะไม่ได้รับคำตอบใดๆจากรพี เพราะรพีไม่อาจหาคำใดมาอธิบายความอลหม่านในใจเขาได้เลย

เรื่องต้องคิดนั้นมีหลายเรื่อง รพีหยิบสมุดฝากเงินมาดูเป็นลำดับแรก คำนวณรายรับที่คาดว่าจะได้จากงานล่าสุดที่เพิ่งรับทำแล้วจดไว้ เงินก้อนเก่าก็ยังไม่พร่องไปสักเท่าไหร่ ก้อนใหม่ก็กำลังจะมา รวมกันแล้วเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในสมุดธนาคารของรพี ” จะได้ออกจากงานกันคราวนี้ละวา เอ แต่ถ้าไม่มีไอ้ที่เคยได้ทุกเดือนๆ ถ้านับแต่นี้ไปไม่มีคนจ้างเขียนรูปอีก ถ้ารูปที่เขียนขึ้นมาไม่มีใครซื้อ เราก็ต้องดึงเงินก้อนใหญ่นี่มาใช้ไปพลาง เดี๋ยวก็คงหมดอีก ” รพีผู้คุ้นเคยกันดีกับการมีเงินแล้วก็หมดเงินมาตลอดชีวิตสรุป

” ยังไม่ควรลาออก ต้องทนทำไปก่อน ”

รพีกดเครื่องคิดเลขอีกคำรบหนึ่ง คราวนี้เอายอดเดิมตั้ง หักด้วยค่าผ่าตัดตา เหลือเท่าไรแล้วจึงบวกด้วยรายรับที่รอจะเข้ามือเขาอยู่ ดูตัวเลขแล้วยิ่งต้องส่ายหัวด้วยความไม่พอใจ รพีมองตัวเลขนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วอยู่ๆก็ตาลุกโพลง แผ่นหลังกระเด้งขึ้นจากพนักเก้าอี้ที่พิงอยู่ พลางตะโกนถามตัวเองในใจว่าจะเขียนรูปได้อย่างไรถ้าสายตาแจ่มแจ๋วชัดเจน

นั่นสิ จะเขียนรูปชุดเบลอได้อีกหรือไม่ หากนับแต่นี้ไปเขาไม่มีวันเห็นอะไรเบลออีกแล้ว คงจะเป็นความอยากได้เงินก้อนใหญ่นั่นเองที่กระซิบบอกรพีว่า ” ได้สิ ความทรงจำไงเล่า จำภาพเบลอที่เราเคยเห็นตอนสายตาเบลอ แล้วก็เขียนไปอย่างที่จำได้ แล้วเราจะได้ทั้งเงินและสายตาที่เป็นปกติ ”

แต่รพีคิดว่าตัวมีทางออกที่ดีกว่านั้น

” จะไปจำทำไม เราก็ฉวยโอกาสที่ตายังเบลออยู่นี่รีบๆทำงานให้เสร็จเร็วๆ ” แต่นั้นมา เมื่อเลิกงานแล้วรพีก็ตรงดิ่งกลับบ้านมาเขียนรูปจนไม่เป็นอันกินอันนอน ด้วยหวังจะให้งานเสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จะได้รับเงินเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จะได้ไปผ่าตัดตาสั้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

แล้วรพีจะได้ทุกอย่างครบตามที่ต้องการโดยใช้เวลาเพียงนิดเดียว

อย่าลืมว่าสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจมนุษย์ก็มีข้อจำกัดของมัน เช่นเดียวกับเวลาที่ผ่านไปเร็วตามระบบของมัน รพีจึงได้แต่รู้สึกว่างานคืบหน้าไปช้าเหลือเกินทั้งๆที่เขาก็ทุ่มสุดกำลังแล้ว กลับจากทำงานก็เขียนรูปไปจนเกือบรุ่งสาง นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง ร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ รูปที่รพีเขียนขึ้นมานั้นปราศจากอารมณ์ความรู้สึก บางครั้ง รพีถึงกับคร่ำครวญในใจขณะมองรูปที่ตนเขียนว่า ” กูโดนบังคับ กูโดนบังคับ ” แต่ไม่รู้ว่าใครบังคับ

จนคืนวันหนึ่ง รพีล้างมือที่เปื้อนสีจนหมดจดดีแล้วก็ยกมือนั้นเองมากุมขมับ ควักเอาสมุดฝากเงินออกมาจากลิ้นชักเหมือนเคย จ้องมองตัวเลขอยู่พักหนึ่งแล้วเก็บสมุดกลับเข้าที่ เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปปิดไฟ ทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียง ถอนหายใจดังและยาวก่อนจะหลับตาลงเพื่อสนทนากับตัวเองในใจ ประโยคสุดท้ายของตนที่ได้ยินก่อนจะหลับสนิทก็คือ

“เรื่องตาทนไปก่อนวะ ทนมาได้ตั้งนานแล้วนี่ เอาเงินก่อน ”

คู่สนทนาจะว่าอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *