เพื่อนสามคน : นวพล ไชยศรีหา

เรื่องสั้น

ห้องสี่เหลี่ยม ตรงกลางชิดขอบหน้าต่างคือโต๊ะทำงาน

เอกสารกองสุมทั้งบนโต๊ะและรอบข้าง

คอมพิวเตอร์วางอยู่มุมหนึ่ง

หน้าจอเปิดแสดงการทำงานที่คั่งค้างอยู่

คนที่นั่งตรงหน้าเป็นชาย เขาทำให้ฉันตัวลีบไปถนัด

“ผู้หญิง เขียนได้ก็แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เท่านั้นแหละ นิยายน้ำเน่า รักสามเส้า ชิงรักหักสวาท มีผู้หญิงสักกี่คนเชียวที่กล้าเขียนเรื่องการเมืองหรือเขียนได้น่าอ่าน”

คนฟัง งับปากสนิท ไม่ต่อคำแม้สักประโยคเดียว เนื่องเพราะคนพูดเป็นนักเขียนชายที่มีชื่อเสียงและมากมายด้วยรางวัลการันตีความสามารถ แม้จะรู้สึกขัดแย้งในใจแต่ก็ต้องยอมรับ โดยมีตัวเอง เป็นตัวอย่าง

เรื่องสั้นที่ฉันเขียน ก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก

รักของหนุ่มสาว ที่นักเขียนชายคนเดียวกันค่อนแคะ

“เขียนง่าย แต่ไม่ได้สาระ พระเอกนางเอกเดินทางไปพบกัน รู้จักกัน รักกัน จบ หรือไม่ก็พระเอกเป็นพี่ชายของเพื่อนนางเอก วนเวียนอยู่แค่นี้ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ อ่านแค่ต้นเรื่องก็เดาตอนท้ายได้แล้ว”

อีกเช่นกันที่ทำให้รู้สึกอยากตะบันหน้าคนพูดสักสองหมัด แต่ก็ต้องค้อมหัวรับ…

“ต้นฉบับของคุณ เราคงพิมพ์ให้ไม่ได้ เพราะสำนักพิมพ์เราไม่พิมพ์เรื่องสั้นแนวนี้ หรือถึงพิมพ์ก็ไม่แน่ว่าจะขายได้สักกี่เล่ม เศรษฐกิจอย่างนี้คุณก็รู้ ลงทุนไปขาดทุนแย่ คุณเอาไปเสนอสำนักพิมพ์อื่นเถอะ เผื่อว่าจะได้รับความเห็นใจ… ที่คุณมีความพยายามสูง”

กลางแดดเปรี้ยงของกรุงเทพฯ ฉันเดินก้มหน้าไปตามทางเท้า แฟ้มต้นฉบับเรื่องสั้นของฉันยังแนบอก ความพยายามของฉันกำลังจะหมดลง.. รถราในเมืองหลวงยังวิ่งกันขวักไขว่ เสียงแตรบีบไล่หลังกัน เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังสนั่น บางทีก็รำราญ แต่เมื่อจิตใจไม่ได้จดจ่อ หูก็พาลไม่ได้ยิน แยกข้างหน้าเป็นซอยเข้าสู่บ้านพักของเพื่อน ซึ่งต้องเดินผ่านความโกลาหลของชุมชนเข้าไปถึงท้ายซอย แต่..

นั่นเป็นสถานที่เดียวที่จะช่วยให้ฉันสบายใจที่สุดในเวลานี้ เพื่อนหนุ่มผมยาว หนวดเคราเริ่มเขียวครึ้ม แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจที่จะโกนมัน เขานั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ยาวริมระเบียง พัดลมตัวเก่าคร่ำคร่าแต่ทว่ายังหมุนเอื่อยเฉื่อยเหมือนไม่มีแรง

“โอ๊ะ ทีรัก ฉันจะได้ฟังข่าวดีอีกไม่กี่นาทีนี้ใช่หรือไม่” เพื่อนรักทักทาย ทันทีที่ฉันนั่งลงบนเก้าอี้

“นี่ไงล่ะข่าวดี” ฉันโยนปึกเอกสารลงบนพื้นแล้วมองออกไปนอกบ้าน ทอดสายตาไปจนไกล

“ซอรี่ ฉันไม่รู้ว่าแกจะต้องหอบมันกลับมาที่นี่อีก” เขายักไหล่ตามแบบฉบับ

“ฉันเสียใจที่ไม่เชื่อแกแต่แรก ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าความฝัน บางทีมันก็เป็นได้แค่ฝัน ไม่มีวันเป็นจริงได้ บางทีฉันอาจจะเก็บความฝันของฉันเข้าลิ้นชัก ปิดตายและไม่สนใจมันอีกจนตลอดชีวิต” เพื่อนหนุ่มเงียบ เขาหันไปหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่น บางที อาจเพื่อข่มความรู้สึกแย่ๆ ในใจ หรืออีกบางที เขาอาจไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย ความรู้สึกของฉันขณะนี้… วาทิตเคยผ่านมันมาแล้ว

“แล้วแกแต่งเพลง ถึงไหนแล้ว?” วาทิตเป็นนักร้อง เขาเคยมีอัลบั้มเพลงออกมาแล้วหนึ่งชุด เป็นเพลงเพื่อชีวิต แต่ชื่อเสียงไม่ได้โด่งดังนัก เขาบอกว่า “มันไม่ได้ทำให้ฉันหลุดออกไปจากบ้านเช่าหลังนี้เลย” แม้ช่วงออกเทปใหม่ๆ เจ้าของค่ายเทปจะให้เขาไปอยู่บ้านพักของบริษัทเพื่อจะได้ติดต่อสะดวก เมื่อต้องไปร้องเพลงตามออเดอร์ของค่าย แต่พอทางค่ายเทปมีศิลปินเบอร์ใหม่เกิดขึ้นมาก เขาก็จำเป็นต้องเนรเทศตัวเองกลับมาอยู่บ้านซอมซ่อหลังนี้เหมือนเดิม “แม่ง เสือกจับกูเซ็นสัญญา” พอถามว่า “แล้วเซ็นทำไม” วาทิตตอบติดตลกแบบขื่นๆ ว่า “ก็ตอนนั้นวิญญาณควายมันเข้าสิงฉันนี่หว่า”

วาทิตอีกเช่นกันที่บอกฉันว่า “ค้าขายความฝันน่ะ ยังไงก็เสียเปรียบพ่อค้าคนกลางวันยังค่ำ” เขาไม่สามารถจะไปทำงานดนตรีกับค่ายเทปไหนๆ ได้เพราะติดสัญญากับต้นสังกัดถึงห้าปี

“เหอะ ชุดก่อนที่ส่งไป ก็หายเงียบเหมือนหอยไข้ ใครมันจะไปมีกะใจส่งอีกละว้า” วาทิตหมายถึงเดโมชุดสองที่เขาบอกว่า “ชุดสองมันต้องดังกระหึ่มสิน่า รับรองโดนใจคนฟัง ชุดนี้สุดฝีมือเชียวนะ ฉันจะต้องเป็นนักร้องดังคับฟ้าเมืองไทยไม่แพ้พี่ปู พี่แอ๊ดเลยแกคอยดูสิ” และความหวังของเขาก็กลายเป็นเพียงความฝันในต่อมา เมื่อทางต้นสังกัดบ่ายเบี่ยง อ้างโน่น อ้างนี่สารพัด แต่ในเหตุผลแท้จริงที่ถูกปกปิดด้วยวาจาอันนุ่มหวาน สุภาพ คือธุรกิจเป็นสำคัญ

“ที่เขาจับแกเซ็นสัญญาก็เพื่อจะมัดมือมัดตีนไม่ให้แกไป ทำเทปกับค่ายอื่นไงเล่า ถ้าเขาไม่มัดแกไว้ก็เท่ากับปล่อยแกไปเพื่อกลับมาเป็นคู่แข่งของศิลปินในค่ายเขา สู้เขากันแกไว้แล้วปล่อยหน้าใหม่ออกไปเรื่อยๆ ก่อน จนนึกได้ว่าแกใกล้จะหมดสัญญาแล้วค่อยเข็ญแกออก จะดังหรือไม่ดังก็ถือว่าเลี้ยงอำลาละวะ” ฉันพูดยาวเหยียดเมื่อครั้งวาทิตนอนมองวิมานบนก้อนเมฆของเขา

วาทิตยักไหล่เท้าพาดวางบนโต๊ะ “ฉันไม่จำเป็นต้องก้มหน้ามองดิน ในเมื่อชีวิตของฉันไม่ได้ต่ำต้อยด้อยค่า ไม่จำเป็นต้องหยิ่งผยองมองฟ้าในเมื่อไม่มีอะไรน่าริษยาในชีวิตฉัน และฉันไม่จำเป็นต้องกล่าววาจาอันถ่อมน้อม ในเมื่อแข้งขาใครไม่ได้สำคัญ” คำพูดสุดท้ายเน้นเสียงหนัก เขาอหังการปานนั้นแหละเพื่อนรักของฉัน

“เออ.. แกมาก็ดีแล้ว ไปบ้านจีกัน” อีกเพื่อนที่ชีวิตเปื้อนสีมาตลอดตั้งแต่จำความได้ จีเป็นคนหนุ่มที่อารมณ์อ่อนไหวเหลือคณา เขาสามารถมองดูพระจันทร์ที่สาดฉายแสงลงบนพื้นน้ำ แล้วละเลงสีลงบนเฟรมให้เป็นรูปลายผ้าไหมได้อย่างไม่มีที่ติ ชื่อเสียงของจีกำลังดังเงียบๆ เพราะเขายึดแนวการเขียนรูปได้อย่างเหมาะเจาะกับยุคคลั่งความเป็นไทย.. แต่น่าขัน ภาพของจีแทบจะขายไม่ได้เลยกับคนไทยด้วยกัน

“แกลเลอรี่ที่อังกฤษติดต่อมา.. จะทำเวบไซด์ให้ผมว่ะ” เขาบอกเล่า ไม่ได้ตื่นเต้นยินดีอย่างที่ควรจะเป็น

“แหงแซะ มันจะเล่นเปอร์เซ็นเอ็ง” วาทิตโพล่งตรงๆ อย่างที่คิด

“ก็คงดีกว่าแสดงงานแล้วขายไม่ได้ เสียค่าเช่าที่ ทำสูจิบัตรแล้วยังจะค่าตัดริบบิ้นอีก” เขาหมายถึงหลายๆ ครั้งที่ผ่านมากับประสบการณ์แสดงผลงานศิลปะที่ได้คำเย้ยหยันมากระบุงโกย แต่ไม่ได้เงินสักแดง

“สงสัยประเทศนี้คงไม่ต้องการมนุษย์พันธุ์อย่างเรา เฮ้ย แม่นักเขียนหญิงผู้ยิ่งใหญ่ นั่งเงียบเหมือนอมสาก ว่างมากก็ไปเปิดตู้เย็นเอาเบียร์มาให้สักกระป๋องซิ” วาทิตออกคำสั่ง ฉันเดินไปเปิดตู้เย็นแต่โดยดีแล้วก็กลับมาพร้อมน้ำเย็นหนึ่งแก้ว
.
.
.
“จีมันกินได้แค่น้ำเปล่ากับยาเม็ด” ฉันบอกวาทิตและหันไปสนทนากับจี

“ยังไปฉีดยาที่โรงพยาบาลอยู่หรือเปล่า?” จีเป็นโรคร้าย เขาเป็นลูคีเมียที่อาจจะอยู่ได้อีกไม่กี่นานปี วาทิตและฉันไม่พยายามพูดถึงอาการป่วยของจี แต่เราไปเยี่ยมเขาเสมอในทุกโอกาสที่มี

“ถ้าเกิดไอ้จีมันตาย แล้วยูเนสโกหาคนที่ควรยกย่องแห่งโลก นายกประเทศไทยเสนอชื่อไอ้จีแล้วมันได้เป็นบุคคลสำคัญของโลก แกว่าตอนนั้นเมืองไทยจะประมูลรูปเขียนมันในราคาสักกี่ล้านวะ” เราพูดเมื่อลับหลังเจ้าของบ้าน ขณะที่จีออกไปซื้อเบียร์ที่หน้าปากซอยให้วาทิต และเมื่อจีกลับมาฉันจึงถามไถ่ถึงเรื่องที่เขาจะมีเวบไซด์ของตัวเอง

“ต้องเสียค่าใช้จ่ายมั้ยจี” เราเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายของจี เพราะลำพังค่ายาที่ต้องจ่ายแต่ละเดือนเพื่อ ‘พยุง’ อาการไม่ให้ทรุดลงไปกว่านี้ก็มากโขแล้ว

“ไม่หรอกเขาทำให้ฟรี” จีตอบเรียบๆ เขาแตกต่างจากวาทิตที่การพูด คำพูดของจีทำให้คนฟังอยากชกปากน้อยกว่าคำพูดของวาทิต

“ก็ดี แล้วเอ็งพูดกับเขารู้เรื่องเหรอวะ” วาทิตสงสัย เพราะเรื่องภาษาต่างประเทศ พวกเราสามคน กอดคอกันสอบซ่อมปลายเทอมสุดท้ายของการเรียนในระดับปริญญา แต่คนที่เจ็บใจที่สุดคือวาทิต

เมื่อครั้งที่เขาไปพบหญิงสาวที่ป้ายรถเมล์ เธอน่ารัก ผมหยิกยาวสยายและตากลมโต ฉันกับจียุให้ วาทิตจีบ เพื่อนรักก็วางมาดสุภาพบุรุษเดินหน้าเชิดไปทักทายเธอโดยมีฉันกับจีเป็นกองหนุนอยู่ไม่ไกลนัก

“สวัสดีครับ รอรถเมล์เหรอครับ ผมนั่งเป็นเพื่อนนะครับ” เธอผู้นั้นทำหน้าฉงน และพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษแปร่งๆ ว่า “ฮูอาร์ยู” ด้วยความตื่นเต้นผสมผสานกับความโง่ วาทิตตอบออกไปอย่างตื่นๆ “ไอ โดนท์ โน” และนั่นก็เป็นโจ้กในหมู่พวกเราที่เอามาเมาท์ให้เฮฮาในวงสนทนาอยู่เสมอ เราไม่รู้ว่าเธอคนนั้นไม่ใช่คนไทย และพวกเราก็เดากันทีหลังเมื่อเผ่นขึ้นมาบนรถเมล์ได้

“น่าจะเป็นฟิลิปินส์หรือไม่ก็อินโดนีเซีย ใกล้ๆ นี่แหละ พูดอังกฤษไม่ชัด” ฉันคาดเดา และนั่นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพวกเราทั้งสามคน

“ทีหน้าทีหลังอย่าไปทักใครสุ่มสี่สุ่มห้า” จีสำทับ ฉันกับวาทิตอยู่ที่บ้านจีจนค่ำ เจ้าของบ้านก็นั่งเขียนรูปไป คุยกับเพื่อนไป ส่วนวาทิตก็เล่นกีตาร์บ้าง เบื่อๆ ก็ ไปปีนต้นมะม่วงหน้าบ้านลงมาทำน้ำปลาหวานกิน บ้านจีเป็นที่ชุมนุมของกลุ่ม บ่อยครั้งที่ฉันใช้บ้านจีเป็นทำเลเขียนหนังสือ และเช่นกัน เป็นที่ซ้อมดนตรีของวาทิตด้วย เพราะบ้านจีมีพื้นที่กว้าง ต้นไม้ครึ้มเขียวและอยู่ชานเมืองอากาศดี และฐานะของจีก็ค่อนข้างดีกว่าใครในกลุ่ม จีโชคดีที่ไม่มีปัญหาทางการเงิน แต่เงินซื้อชีวิตเขาไม่ได้ “อาจารย์หมอบอกว่าบางคนก็อยู่ถึงสิบปีสิบเอ็ดปี อยู่ที่ร่างกาย และภูมิต้านทานของแต่ละคนด้วย” จีเล่าถึงความคืบก้าวของการรักษา เขากลายเป็นเคสของ ‘อาจารย์หมอ’ นั่นเป็นสิ่งที่จีภูมิใจ ทั้งที่ก็รู้ตัวเองว่าเปอร์เซ็นที่จะ ‘อยู่’ นั้นน้อยเต็มที แต่การเป็น ‘เคส’ ก็หมายถึงการดูแลเอาใจใส่กว่าปกติ แม้จะมองในแง่ร้ายว่าเป็นหนูทดลองก็ตามแต่จีบอกว่า “เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ใจคอของจีกว้างเป็นแม่น้ำมาแต่ไหนแต่ไร จีเคยเล่าถึงเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูก ฉันกับวาทิตไม่ค่อยรู้เรื่องนัก…แต่พวกเราก็เอาใจช่วยจี

“งั้นนางกะยาบาน ก็สวยๆ ทั้งนั้นเลยสิ” วาทิตไม่อยากพูดให้เป็นเรื่องเศร้า เพราะถ้าจีพูดเรื่องโรคที่เขาเป็นอยู่วาทิตจะขอตัวไปห้องน้ำหรือไม่ก็ออกไปข้างนอก เขาจะไปให้พ้น ‘เสียง’ ของจีเพราะเขาทำใจไม่ได้ ท่าทางห้าวหาญปานนักเลงร้อยคุ้งน้ำไม่สามารถปกปิดความอ่อนไหวของวาทิตให้พ้นตาฉันกับจีได้ จีจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้บ่อยนัก เพราะห่วงวาทิต… พวกเราคุยกันสนุกสนาน กระทั่งมีเสียงเปิดประตูเข้าบ้าน
.
.
.
น้องดาว คนรักของจีกลับมาจากทำงาน เธอทักทายฉันกับวาทิตอย่างสนิทสนมแล้วเดิน ไปโอบด้านหลังของจีอย่างรักใคร่ ก็ความรักของน้องดาวที่มีต่อจีนี่เองที่ทำให้ฉันนำเรื่องราวของทั้งคู่มาเขียนเป็นเรื่องสั้น และเรื่องสั้นดังกล่าวคือนิยายน้ำเน่าตามคำนิยามของนักเขียนชายบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่ฉันนำเรื่องสั้นไปเสนอเพื่อรวมเล่ม

ฉันกับวาทิตกลับจากบ้านจีค่อนดึก วาทิตไปส่งฉันที่อพาร์ตเม้นท์ หลังจากที่หลุดออกมาจากรั้วบ้านจีเรายังเก็บเรื่องของจีและน้องดาวมาสนทนาอีก

“ถ้าฉันเป็นไอ้น้องดาวนะเว่ย เผ่นไปนานแล้ว เรื่องอะไรจะอยู่ ไม่รู้ไอ้จีมันจะตายเมื่อไหร่” วาทิตปากไม่มีหูรูดอย่างนี้เสมอ

“ปากเสีย แกไม่เคยรักใครแกไม่รู้หรอกว่าความรักที่แท้จริงมันยิ่งใหญ่แค่ไหน”

“ก็ไม่เพราะความรักบ้าบอคอแตกนี่หรอกเหรอ แกถึงได้เป็นยายนักเขียนน้ำเน่า..”

“หรือแกจะให้ฉันสมัคร ส.ส. เพื่อเขียนนิยายการเมือง ยิงใครตายสักคนเพื่อให้ได้เข้าคุกแล้วเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนคุก..หรือไม่อีกทีถ้าจะเขียนเรื่องโสเภณีมิต้องเข้าซ่องเลยเรอะ” ฉันกับวาทิตทะเลาะกันบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ แล้วจีจะเป็นกรรมการห้ามมวยอยู่เสมอ แต่เราก็ไม่เคยโกรธกันนาน

“ไอ้วาบ้า” ฉันกลับขึ้นห้องพร้อมคำพูดสุดท้าย วาทิตแกล้งเตะลมวืดใหญ่แล้วยืนรอจนฉันชะโงกหน้าออกหน้าต่างโบกมือให้ เพื่อนจึงได้ไปที่ผับ..

เขาร้องเพลงในผับเพื่อชีวิตแห่งหนึ่งประจำ แม้รายได้จะไม่มากมายนักแต่เขาไม่มีภาระทางครอบครัวต้องรับผิดชอบวาทิตจึงไม่เดือดร้อนเรื่องเงินนัก และจีก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้วาทิตไม่ต้องอดข้าว ความอหังการ์ของวาทิตยอมสยบให้จีคนเดียว ฉันนั่งจมตัวเองอยู่กับกองกระดาษต้นฉบับเรื่องสั้น และหนังสือที่เรื่องสั้นเหล่านั้นเคยได้ลงตีพิมพ์

ฉันนึกถึงคำพูดของ บก. สำนักพิมพ์ที่ฉันนำต้นฉบับไปเสนอ ถ้อยคำของเขานอกจากจะทิ่มเอาหัวใจฉันจนทะลุแล้วมันยังเป็นแผลฝังลึกอยู่เช่นนั้น นี่คืออาการบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยประสบ ฉันไม่ใช่นักเขียน แต่ฉันอยากจะเป็นนักเขียน แต่ฉันก็ยังเขียนได้แต่เรื่องสั้นความรัก รักสามเส้า น้ำเน่าอยู่ดี

ฉันรู้ว่าประสบการณ์คือสิ่งสำคัญในการที่จะเป็นนักเขียนได้ นอกเหนือจากการอ่านและการเขียนที่ต้อง “รัก” มันจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ชอบ…

ฉันไม่โกรธ บก. คนนั้น เพราะเหตุผลที่เขาไม่พิมพ์หนังสือให้ฉันชัดเจนแล้วจากปากเขา ฉันเพียงแต่ประหลาดใจว่า ‘ธุรกิจ’ เข้าครอบคลุมทุกสาขาอาชีพอย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ หรือ?.. วาทิตถูกใครคนหนึ่งชี้หน้าแล้วพูดว่า “ศิลปิน ไม่ใช่ตัวอะไรสักอย่างที่ยืนสองขาแล้วส่งเสียงได้” หมอนั่นโดนฟาดปากและวาทิตขึ้นโรงพัก ส่วนจีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการแสดงผลงาน ‘การกุศล’ ก่อนแสดงผลงานเขาถูกอ้อนวอน ขอร้อง แต่พอรูปขายได้กลับได้รับคำตอบว่า “รายได้เข้าการกุศลหมดทุกบาททุกสตางค์” ซึ่งคนอย่างจีที่เกลียดการมีเรื่องอย่างที่สุด เขานิ่งเงียบ… “ผมทำรูปนั้นตกทะเล” เขาปลอบใจตัวเอง ทั้งที่เสียดายผลงาน

บางรูปเขารู้มาว่าคนซื้อเป็นเศรษฐีใหม่ที่สะสมภาพเขียนเพียงเพื่อประดับบารมี หาได้ชื่นชมศิลปะจริงๆ ไม่ จีเจ็บลึกในใจแต่ไม่เอ่ยพูดถึงความเจ็บปวดนั้น เราสามคนรู้ตัวเองทั้งสิ้น… ในยุคสมัยที่คนกรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าใช้

ใช้ อุดมการณ์มาทีหลังท้องอิ่ม ดวงดาว… ทำไมมันถึงได้อยู่ไกลนักก็ไม่รู้ เราสามคนทั้งตะเกียกตะกาย ป่ายปีน สอยมันและคว้ามัน แต่พวกเราก็พบกับความว่างเปล่ากันอยู่เสมอ ผลงานชิ้นแรกของทุกคนคือกำลังใจที่ทำให้พวกเราอยู่มาจนวันนี้ วาทิตยังร้องเพลงและเล่นกีตาร์เพราะเขาเชื่อว่าเทปชุดแรกได้ออก ชุดสองก็ต้องออกได้ ส่วนฉัน.. เรื่องสั้นทุกเรื่องได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารมาแล้ว ทำไม? จะรวมเล่มไม่ได้ และจี กับรูปเขียนของเขาที่หวังว่าคนไทยด้วยกันจะเห็นคุณค่าของรูป แต่กลับถูกกว้านซื้อด้วยคนต่างชาติ จีเป็นคนที่มีอุปสรรคน้อยที่สุดในการไขว่คว้าดวงดาว อย่างน้อยเขาก็ได้ ‘ดาว’ มาประดับใจแล้วหนึ่งดวง แต่จีก็อาภัพที่ไม่สามารถ ‘อยู่’ เพื่อชื่นชม ‘ดาว’ ของเขานานๆ ได้ ฉันใจหายทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องของจี กำลังใจจากคนที่เขารักและรักเขา คือความเข้มแข็งของจี ฉันเคยเขียนเรื่องราวของจีเป็นเรื่องสั้นหลายครั้ง แน่นอน มันเป็นเรื่องความรัก.. น้ำเน่า จีเคยบอกว่า “คนเราต้องมีแนวทางของตัวเอง อย่างที่ผมเขียนรูป อย่างที่วาทิตร้องเพลง ไม่แปลกหรอกที่เราเขียนเรื่องเสียดสีสังคม เหน็บแนมรัฐมนตรีหรือด่าทอการเมืองไม่ได้ เพราะเราไม่ได้มีหัวใจที่จะเดินไปทางนั้น เราควรอ
หังการ์ เย่อหยิ่งในสิ่งที่เราเป็นสิ ทำไมจะต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่น?”

จีทำให้ฉันคิดในอีกมุมมองหนึ่ง พวกเราสามคนอายุรวมกันยังไม่ถึงร้อย ประสบการณ์ชีวิตก็ยังน้อยและหากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเด็ก… เพิ่งเริ่มหัดยืน

ฉันนั่งลงหน้าจอคอมพิวเตอร์ นวัตกรรมยุคปัจจุบันช่วยฉันได้มากในการเขียน แม้ลึกๆ ของความรู้สึกฉันจะไม่ชอบมันแต่ฉันก็ไม่ต่อต้านมัน เพราะประโยชน์ที่ฉันได้จากมัน… เรื่องของขอทานบนสะพานลอย เรื่องของชายแก่แขนด้วนที่อยากกากบาทเลือกตั้ง และเรื่องของคนในรถเบ๊นซ์ที่จอดติดไฟแดงใต้สะพานลอยที่ขอทานยึดเป็นทำเลหากิน… ความแตกต่างในสังคม และอีกมากมายเรื่องราวซึ่งหมายมั่นว่าต้องเขียนให้ได้ พล็อตเรื่องอัดแน่นพร้อมจะพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษรได้ทันที… ฉันกระหยิ่มอยู่ในใจ คอยดูเถอะ ฉันจะเป็นนักเขียนหญิงที่ทำให้นักเขียนชายคนนั้นพูดอะไรไม่ออกและดูถูกความสามารถของผู้หญิงไม่ได้อีกต่อไป

คอมพิวเตอร์ทำงานไปตามคำสั่งนิ้วของฉันซึ่งสั่งการด้วยสมอง สองยาม… เป็นเวลาที่เหมาะนักที่จะเขียนถ้อยความออกมาให้ได้สวยงาม

“กริ๊ง…” บัดซบเอ๊ย ใครเกิดคึกอะไรเวลานี้นะ ฉันรับโทรศัพท์ด้วยความรำคาญมากกว่าที่จะอยากรู้ธุระ

“น้องดาวเองค่ะ พี่มาที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยนะคะ ไอซียูค่ะ” ฉันนึกถึงจีขึ้นมาทันที พระเจ้า… เวลาชีวิตของจีหมดแล้วหรือนี่? ฉันไม่นึกว่าจะไวขนาดนี้ จีเพิ่งบอกไม่ทันข้ามวันว่าบางคนอยู่ได้เป็นสิบๆ ปีแล้วทำไม?..

ฉันใช้เวลาเดินทางไปถึงโรงพยาบาลไม่ถึงชั่วโมง หน้าห้องไอซียู น้องดาวกับจีเดินสวนสนามกันหน้าเครียด “อ้าวจี ไม่ได้เป็นอะไรนี่… แล้วใครอยู่ในนั้น” ฉันถามเสียงดัง

“วา” เท่านั้นเอง เรี่ยวแรงทั้งหมดก็ไม่รู้หายไปไหน ขาสั่นระริก หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ… “รถชน” จีบอกสั้น เขาคงเสียใจไม่น้อยไปกว่าฉัน เรารู้ดีทั้งสามคน… ว่าความรัก ‘อย่างเพื่อน’ ที่เรามีต่อกันนั้นมันมากมายแค่ไหน มากกระทั่งใครสักคนยอมเสียสละชีวิตแทนกันได้

“ถ้าคนเราเปลี่ยนชีวิตกันได้ก็ดี ฉันจะเปลี่ยนกับไอ้จีมัน” ฉันรู้.. วาทิตทำได้จริงอย่างคำพูด

“แล้วแกไม่เสียดายชีวิตของตัวเองเหรอ” ฉันถาม

“ไอ้จีมันมีอนาคต มีคนรักและมีความสามารถ ฉันเสียดายถ้ามันจะ.. ไม่อยู่” คำพูดของวาทิตผุดขึ้นมาในความคิดดื้อๆ รอยยิ้มยียวน ปากคอร้ายกาจไม่แพ้ผู้หญิง และอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจคือเอกลักษณ์ของวาทิต นาทีผ่านนานนับชั่วโมง

ฉันกับจีนั่งอยู่หน้าห้องผ่าตัดโดยไม่พูดจากันสักคำ น้องดาวกลับบ้านไปแล้วเพราะจีสั่งให้กลับ เขาไม่อยากให้คนรักของเขาเห็นความอ่อนแอ…

ทันทีที่น้องดาวลับสายตา จีก็ร้องโฮขึ้นมาจนฉันเองยังตกใจ ความเข้มแข็งของจีถูกทำลายลงหมดไม่เหลือ เรานั่งกุมมือกันแน่น และรอ

“จำสมัยที่เราเป็นเด็กได้มั้ย วาทิตเอาไม้กวาดมาทำกีตาร์แล้วร้องเพลง.. มันให้เราสองคนเป็นหางเครื่อง”

จีรำลึกถึงเมื่อครั้งเป็นเด็ก เราจำภาพนั้นได้ดี และจนวันนี้มันยังชัดเจนเสมอในสำนึก ทรงจำ

“ตอนประกวดร้องเพลงของจังหวัด มันร้องได้ครึ่งเพลงแล้วร้องไห้จ้ากลางเวที” ฉันเล่าบ้าง “แล้วมาบอกทีหลังว่าจำเนื้อร้องไม่ได้” เราสองคนพูดถึงวาทิต ถ้าเขานั่งอยู่กับเราเขาคงแก้ตัว

“ใครบอก.. เขาเล่นดนตรีผิดคีย์ต่างหาก” เราปล่อยเวลาส่วนใหญ่ให้ความเงียบ จิตใจของฉันอยู่ในห้องผ่าตัดกับวาทิตแล้ว.. และจีก็คงอยู่อีกฟากของเตียงเช่นกัน จนกระทั่งหมอออกมาจากห้องผ่าตัด….

“แกคอยดูนะ.. ฉันจะไม่ให้ใครมาพูดได้เด็ดขาดว่า ฉันมันเป็นแค่ไอ้ตัวอะไรสักอย่างที่ยืนสองขาแล้วส่งเสียงได้… ฉันจะเป็นศิลปิน แกเข้าใจมั้ย ฉันจะเป็นศิลปิน”

เสียงของวาทิต…ฉันไม่รู้ว่ามันดังมาจากไหน เหมือนแว่วมาจากที่แสนไกล

หรืออีกบางทีฉันอาจจะได้ยินจากข้างในโสตประสาท ฉันรู้แต่ว่านั่นคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน ก่อนที่จะไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *