อีกภาพหนึ่ง ในความทรงจำ : ณรงค์ พวงสุวรรณ์

เรื่องสั้น

เวลา… ถึงมันจะไม่เคยย้อนไป ณ จุดที่มันผ่านมา แต่น้อยสุดสิ่งที่มันได้ให้ทุกคนก็คือ ความทรงจำ หลายครั้งที่เรามองย้อนไปในอดีต เราเสียใจให้กับความผิดพลาด เราภูมิใจให้กับความสำเร็จ ยังมีอีกสิ่งที่เรามักนึกถึงเสมอทั้งที่มันอาจจะไม่ใช่ทั้งความผิดหรือ ความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา แต่มันคือความประทับใจ เมื่อมีโอกาส หลายคนอาจจะนึกถึงสิ่งนี้เป็นสิ่งแรกเสียด้วยซ้ำ มีความสุข ยิ้มคนเดียวได้เมื่อมีเวลาหวนคิดถึงความประทับใจที่ผ่านมาในชีวิต คงไม่เป็นไรหรอกถ้าจะเสียเวลาคิดถึงมันบ้าง อย่างน้อยมันก็คือความสุขอีกชนิดหนึ่ง

ใช่ครับ ผมกำลังใช้เวลาในยามนี้ให้กับความสุขชนิดนี้อยู่ จากแค่เพียงไม่กี่วินาทีของโฆษณาชิ้นหนึ่งใน โทรทัศน์ ภาพที่เด็ก ๆ ชาวบ้านป่าที่กำลังมีความสุขกับการเล่นน้ำในลำธารใส ๆ เด็กหญิงเก็บดอกไม้ป่าสีแดงมาเป็นเครื่องสำอางทาแก้มตามประสา เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของพวกเขาเหล่านั้น กับธรรมชาติที่โอบล้อมทั้งร่างกาย และจิตใจของพวกเขาเหล่านั้น ใช่ครับมันเป็นแค่เพียงโฆษณาแค่เพียงไม่กี่วินาที แต่ภาพที่ไม่กี่วินาทีเหล่านี้ ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง และวันเวลาดี ๆ ที่เพื่อนคนนี้ได้มอบให้ ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ความทรงจำเหล่านี้มันก็คงไม่ต่างกับสมุดภาพที่ได้เก็บภาพที่ในด้านแห่งความสวยงามของชีวิต ที่ผมได้เก็บมันไว้ร่วมสิบปีแล้วกระมังผมจำได้ว่าเรารู้จักกันไม่นานนักหรอก แต่หลาย ๆ อย่างทำให้เราสนิทกันอย่งรวดเร็ว เรามีเรื่องที่บ้านเกิดของกันและกัน มาเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน ต้องมาเรียนในตัวจังหวัด ระยะทางจากบ้านมาตัวจังหวัดไกลเกินกว่าจะมาและกลับในวันเดียวกันได้ เราจึงถูกพ่อแม่นำมาฝากไว้ที่วัดเดียวกัน เราถูกอบรม ถูกดุด่าด้วยหลวงตารูปเดียวกัน ปิดเทอมนี้ ผมได้รับคำชวนจากเพื่อนคนนี้ให้ไปเที่ยวบ้าน ด้วยความที่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวมากมายมาก่อนจากปากผู้ชวนเอง ทำให้ผมไม่รีรอที่จะตอบตกลงเป็นอาคันตุกะ ของเพื่อนคนนี้

เราออกเดินทางจากตัวจังหวัดโดยรถสองแถวประจำหมู่บ้านที่มีอยู่คันเดียว ผมจำได้ว่ารถคันนั้นผู้โดยสารแน่นมากจนเราต้องทำตัวเป็นผู้เสียสละ ขึ้นไปนั่งบนหลังคารถ แต่เหตุผลจริง ๆ ของเราก็คือการที่ได้ไปอยู่ในจุดที่ได้เห็นทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างเต็มตา เพื่อนบอกว่า รถสองแถวคันนี้เป็นเพียงรถโดยสารคันเดียวที่นำสินค้าในหมู่บ้านออกมาขายในจังหวัด เป็นรถที่นำนักเรียนในระดับมัธยมปลาย ที่มีเพียงไม่กี่คนมาเรียนในจังหวัด รถคันนี้จะวิ่งเพียงสองเที่ยวในหนึ่งวัน พ่อค้าแม่ค้าในหมู่บ้านเกือบทั้งหมดอาศัยรถคันนี้ออกมาซื้อสินค้า ทุกคนในหมู่บ้านรู้จักเจ้าของรถคันนี้ดี รถคันนี้ และถนนสายนี้คงเปรียบไม่ผิดกับพาหะที่นำความเจริญไปสู่หมู่บ้าน ถนนสายนี้ยังเป็นถนนลูกรัง ใบของต้นเสือหมอบสองข้องทางถูกเคลือบไปด้วยสีแดงของฝุ่น เราโชคดีที่อยู่บนหลังคารถจึงไม่ได้รับฝุ่นเหมือนับผู้โดยสารที่อยู่ในรถ ภูเขาหลายลูกที่เป็นทางผ่านของถนนเส้นนี้ดูแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา ต้นไม้หลายต้นดูเหมือนว่าจะไม่รอดไปจนถึงฝนหน้า แต่เพื่อนบอกว่ามันไม่เป็นไรหรอก มันทนจะตาย ถ้าเรามาในฤดูฝนก็จะเห็นใบมันเขียวชะอุ่มราวกับว่ามันไม่ได้รับความทุกข์ ร้อนกับฤดูแล้งที่ผ่านมาเลยสักนิด หลาย

ครั้งที่รถจอดส่งคนรายทาง จะมีเด็ก ๆ มายืนรอรับพ่อแม่ ถามหาของฝากจากตัวเมือง ขนม ของเล่น อะไรก็ได้ที่ซื้อมาฝาก เด็กเหล่านั้นก็จะดีใจ ถูกใจไปเสียหมด เราผ่านภูเขาเล็ก ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเนินเขา ผ่านทุ่งนาที่แห้งแล้งมีเพียงตอฟางกับฝูงวัวที่หากินเป็นฝูง เล็ก ๆ อยู่ไกลริบ ผ่านหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านที่เพื่อนบอกว่ามีเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในหมู่บ้านนี้ไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด ถ้าเป็นเพื่อนหญิง เพื่อนผมคนนี้ก็จะอธิบายขยายความเสียมากมาย จนกระทั่งผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อนบอกว่าในหลวงเคยมาปิดทองฝังลูกนิมิตที่วัดนี้ ผมจำได้ว่าผมก็มารับเสด็จในหลวงเหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมเล็กมากยังขี่คอพ่ออยู่เลย พ่อให้ผมขี่คอดูบารมีของในหลวง พ่อเก็บดินทรายที่อยู่ตามรอยพระบาทของในหลวงไปบูชา ตอนนั้นผมเล็กมาก ไม่รู้หรอกว่าในหลวงเป็นใคร รู้แต่ว่า ในหลวงเป็นคนใจดีมาก เป็นคนที่คนทั้งประเทศรัก

เพื่อนบอกว่าเราจะลงรถกันที่แยกข้างหน้าโน้น แล้วเพื่อนก็ตะโกนเรียกให้รถจอด เพื่อนบอกว่าเราจะต้องเดินตามทางแยกลูกรังนี้ไปอีกประมาณสามกิโลเมตร ด้วยความที่เราทั้งสองถูกหล่อหลอมมากับชีวิตชนบท การเดินทางเท้าเปล่าสามกิโล จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเรา แต่ผมกับตื่นเต้น ยินดีกับการเดินครั้งนี้ สองข้างทางที่นี่ดูราวกับว่าเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยมาแล้ว ถ้านับย้อนไปอีกสักราว ๆ หกถึงเจ็ดปี ที่บ้านเกิดของผม คงไม่ผิดอะไรกับสะภาพแวดล้อมของที่นี่ ป่าเต็งรังที่ยังเป็นป่าสมบูรณ์ ต้นผักหวานที่มักชอบขึ้นตามป่าเต็งรังมีให้เราเห็นอยู่ประปราย เราเด็ดยอดผักหวานตามข้างทางกันได้กำมือใหญ่ เพื่อนบอกว่า แกงส้มผักหวานเป็นอาหารโปรดของเพื่อน “เย็นนี้เราคงได้กินแกงส้มผักหวานฝีมือแม่กันหละ” เพื่อนบอก

เพื่อนมักจะทำตัวเป็นผู้รู้เรื่องป่าไปเสียหมด “อย่างป่าเต็งรัง เนี่ย ที่เค้าเรียกกันว่าป่าเต็งรังก็เพราะว่ามันมีไม้เต็งกับไม้รังเป็นส่วนมาก” เพื่อนอธิบายเพื่อแสดงภูมิปัญญา แล้วก็ชี้ให้ดูว่าไม้เต็ง ไม้รังเป็นอย่างไร ผมก็ได้แต่นึกในใจว่า ‘โธ่ ที่บ้านผมก็มี ป่าเต็งรังเนี่ยะ แต่เมื่อสมัยเกือบสิบปีที่แล้วโน่นนะ บ่อยครั้งที่ผมกับแม่เข้าป่าไปหาใบตองรังมาห่อขนมตาล เตรียมไปวัดในวันพระ แล้วใบตองเต็งเนี่ยะ แม่ก็มักจะตัดเก็บไว้ห่อข้าวไปไร่’ เพื่อนยังชวนผมเถลไถลดูอะไรต่อมิอะไรข้างทางไปเรื่อยเปี่อย “เราต้องหาดูรอยกระต่ายป่ากันเอาไว้ คืนนี้กะว่าจะชวนพี่ชายมายิงกระต่าย ยิ่งคืนนี้เดือนหงายด้วย กระต่ายมันชอบออกมากินน้ำค้าง” เราผ่านป่าเต็งรัง ผ่านทุ่งนา ที่เพื่อนบอกว่า ถ้าเพื่อนสอบเข้าเรียนต่อที่กรุงเทพ ฯ ไม่ได้เพื่อนจะต้องกลับมาทำนาผืนนี้

ในที่สุดเราก็มาถึงที่หมาย หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่า ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของเพื่อน แม่รีบหาน้ำมาให้เราดื่ม เราทักทายแม่และญาติ ๆ ไม่กี่คำก็ขอตัวเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บ เย็นนี้เราก็ได้กินแกงป่าผักหวานฝีมือแม่กันอย่างเอร็ดอร่อย ค่ำนี้เราไม่ได้ไปยิงกระต่ายอย่างที่เพื่อนบอกไว้ เราออกมานอนคุยกันที่นอกชานบ้าน พระจันทร์ดวงโตกำลังส่องแสงนวลเหนือหมู่บ้าน แสงนวลเย็นของมันสาดส่องไปทั่วบริเวณพื้นทุ่งนา กลิ่นอายความร้อนระอุในตอนกลางวันไม่มีวี่แววหลงเหลือในยามนี้ สายลมอ่อนสัมผัสร่างกายจนเรารู้สึกได้เป็นระยะ แสงตะเกียงสีแดงเริ่มมองเห็นได้จากบ้านข้าง ๆ แสงตะเกียง แสงที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว นานพอ ๆ กับอายุของ ทีวีสีเครื่องแรกที่บ้านแม่ ที่นี่ ยังมีแสงตะเกียงให้ผมได้เห็น ความสงบของที่นี่ยังไม่ได้ถูกพรากไปด้วยเสียงของเครื่องเสียง ทีวี หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ แสงตะเกียง และบรรยากาศ ทำให้ผมนึกถึงฉากหนึ่ง ในหนังสือเรื่อง “ปุลากง” ฉากที่เพื่อนพระเอก แอบมาหาเพื่อนนางเอกที่บ้าน ในฉากนั้นทั้งสองคุยกันโดยปล่อยให้ตะเกียงตั้งอยู่นอกห้องจนมันดับ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เพื่อนนางเอกคนนี้คิดฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา ถ้าจะกล่าวว่า ตะเกียง คือสัญลักษณ์แห่งความสงบก็คงไม่ผิดนักหรอก

ที่ชานบ้าน หมู่ดาวน้อยใหญ่กำลังเรียงรายอวดรัศมีแข่งกับดวงจันทร์ ผม เพื่อน แม่(เพื่อน) ยังคงนอนคุยกันท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนั้น เพื่อนบอกว่าช่วงหัวค่ำ ถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นดาวบางดวงที่เคลื่อนที่ได้ ดาวพวกนี้เป็นดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรที่ต่ำ ๆ เมื่อพระอาทิตย์พ้นโค้งขอบฟ้าไป แสงของพระอาทิตย์จะสะท้อนกับดาวเทียมเหล่านี้ให้เราเห็นได้ นี่คือเหตุผลและความรู้ทางวิชาการที่เพื่อนผมกำลังแสดงภูมิปัญญาให้ผู้เป็นแม่และเพื่อนฟัง เราสนุกกับการไล่ล่าหาดาวเทียมกันอยู่พักใหญ่ ผมจำได้ว่าคืนนั้นเรานับกันได้ 14 ดวง แม่บอกว่า ที่จริงแล้วท้องฟ้าก็คือกระทะใบใหญ่ที่เก่า ๆ ใบหนึ่ง ที่ครอบโลกเอาไว้ แสงดาวที่เราเห็นก็คือ รูรั่วของกะทะใบนี้ นี่คือทฤษฏีไหม่ที่แม่เป็นผู้ตั้ง เราคุยกันในหลายเรื่อง ส่วนมากมักเป็นเรื่องราวของหมู่บ้าน หลายเรื่องราว เป็นตำนานที่เล่าสืบทอดกันมา บางเรื่อง เป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนเองยังเคยได้สำผัสมากับตัวเอง เพื่อนบอกว่าครั้งหนึ่ง ที่นี่เคยเป็นพื้นที่สีแดง ชาวบ้านที่นี่เคยเกลียดตำรวจ ตามถนนหน้าบ้านนี้ไปอีกไม่ใกล จะเห็นถนนเส้นนี้ตัดผ่านช่องเขา ณ จุดนั้น เคยมีเจ้าหน้าที่จากตัวอำเภอ ถูกชาวบ้าน (ผ.ก.ค.) ซุ่มยิงตายไปสิบสามศพ เพื่อนบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้หมู่บ้านเล็กกลางป่าเขาแห่งนี้ดังระดับประเทศมาแล้ว

เพื่อนบอกว่า เมื่อเรียนจบ ม. 6 ในตัวจังหวัด เพื่อนวาดฝันไว้ว่า จะเอ็นทรานส์เข้ารัฐศาสตร์ จบมาเพื่อนจะมาทำงานที่ตัวอำเภอ เพื่อนจะเป็นคนเปลี่ยนความรู้สึกเกลียดชังของชาวบ้านที่นี่ กับเจ้าหน้าที่ของอำเภอ ระหว่างเรียน เพื่อนบอกว่าเพื่อนอาจได้พบกับสาวสักคน รักกัน เรียนจบ ทำงานได้สองสามปี แต่งงานกัน ชีวิตที่เพื่อนวาดไว้ช่างสวยเหลือเกิน แต่ไม่หรอก ความจริง ชีวิตเพื่อนไม่ได้เป็นอย่างที่วาดฝันเอาไว้เลยแม้สักนิดเดียว เพื่อนสอบเรียนต่อปริญญาตรีไม่ได้ เพื่อนสอบนายสิบทหารบกที่ตัวจังหวัดไม่ได้ ซ้ำร้ายเพื่อนยังโดนหลอก ค่าสอบเข้านายสิบอีก สามหมื่นบาท นั่นคือข่าวคราวล่าสุดที่ผมได้รับรู้จากเพื่อนคนนี้

เวลา…แม้มันจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปเกือบสิบปีแล้วก็ตาม เรื่องราวของที่นี่ ความรู้สึกที่ดี ๆ ของเพื่อนผมคนนี้ ภาพหมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาที่ที่ยังคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยังคงถูกเก็บไว้ในความทรงจำของผมอีกภาพหนึ่ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *