ความเหงา ความหนาว และผู้หญิงคนนั้น : ซากดอกไม้

เรื่องสั้น

กลางฤดูหนาว บนภูกระดึง… แดดยามย่ำสนธยาโรยแสงเศร้าสร้อย ป่าสนถูกโบยตีด้วยสายลมดุเสียงดังครืนครม ราวฝนกำลังทิ้งเม็ดไล่หลังมา จนเขาต้องหันไปมองให้แน่ใจหลายครั้ง

เขาเดินทอดน่องออกจากบริเวณที่กางเต็นท์ ไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ทอดไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย สูบลมเข้าจนเต็มปอด… ค่อยๆ ผ่อนมันออกมา ….เป็นอากาศที่บริสุทธิ์จริงๆ หัวใจเขาพองโต ตื่นฟื้นจากความเหี่ยวเฉาอีกครั้ง นานแล้วที่เขากักตัวเองอยู่แต่ในห้องแคบๆ สูดเอากลิ่นควันไอของเมืองกรุงอยู่ทุกวี่วัน ไม่มีโอกาสได้ออกมาดื่มร่ำกับธรรมชาติอย่างนี้ ความหนาวเหน็บเบียดตัวเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไม่สะทกสะท้านต่อแสงแดดที่ยังคงทำหน้าที่อันซื่อสัตว์อยู่ เขาซุกมือทั้งสองไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวหนา หยุดยืนที่โขดหินริมหน้าผาสูง

หญิงสาวผมยาวจมตัวเองอยู่ตรงนั้น ผมที่ปล่อยสยายถึงครึ่งหลังฟูฟ่องเมื่อต้องลม เธอหันข้างให้เขา เหม่อมองท้องฟ้าและทิวเขาเบื้องหน้าเลื่อนลอย

เขาตัดสินใจเดินเข้าไป โยนตัวลงนั่งข้างๆ อย่างถือว่าวิสาสะ เธอหันมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นดูเฉื่อยเฉย หากแต่ฉาบทาไว้ด้วยร่องรอยหมองหม่นจางๆ เหมือนริ้วรอยบนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญอันอ้างว้าง

“หวัดดีครับ” เขาคลี่ยิ้มบางๆ และเอ่ยทักทายตามมารยาท

“ค่ะ” เธอรับเสียงห้วนๆ เหมือนมะนาวไม่มีน้ำ

“คุณมาที่นี่คนเดียว?”

“ใช่”

น้ำเสียงของเธอดูจะไม่อินังขังขอบกับอะไรในโลกนี้เอาเสียเลย ถ้าเป็นที่อื่นเขาจะลุกหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ผู้หญิงอะไร… แต่ที่นี่มันอันตรายเกินไป เขาไม่คิดจะทำอย่างนั้น แน่หละ… พรุ่งนี้เขาอาจจะได้ยินข่าวร้ายของเธอเป็นของว่างก่อนอาหารเช้าก็ได้

“คุณไม่กลัว?”

“พวกผู้ชายอย่างคุณๆ นะเหรอ”

“มากกว่านั้น”

เธอหัวเราะเบาๆ

“โลกนี้มีอะไรให้ฉันกลัวอีกงั้นเหรอ”

“อย่างน้อยก็ความเหงา”

เธอมองขึ้นไปบนฟ้า ทิ้งสายตาไว้บนนั้น อันที่จริงเธออยากจะบินขึ้นไปบนนั้น…แล้วปล่อยให้ลอยคว้างร่วงลงยังพื้นเบื้องล่าง ตุ๊บ…

“คุณเหงา” เขาวางสายตาบนใบหน้าของเธอ

“ใช่”

“คงจะเหมือนกับผม”

“ไม่เหมือน”

หันมาสบตาแข่งกร้าวกับเขา ก่อนจะเกลื่อนมันไปกับเฮือกถอนใจของเธอ

“ความเหงาของฉันไม่ใช่ความเปลี่ยวร้างอย่างคนอื่น หรืออาจรวมถึงคุณด้วย ไม่ต้องการความอบอุ่น ไม่ต้องการความห่วงใยจากใคร จริงอยู่ เมื่อก่อนฉันอาจจะโหยหาสิ่งเดียวกับพวกคุณ เพื่อจะให้หยุดพ้นจากความเหงา แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็หนีไม่พ้น ที่คิดว่าฉันกำลังเดินออกจากมันนั้น กลับเป็นการเดินเข้าไปหามันมากกว่า แต่ตอนนี้ ที่ฉันเหงา เพราะว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่ฉันจะเชื่อใจอีกแล้ว ฉันจึงมาที่นี่..” หินก้อนหนึ่งวิ่งแหวกอากาศอันเย็นเยียบลงสู่เบื้องล่าง ด้วยแรงเหวี่ยงจากกำลังแขนของเธอ และจับก้อนที่สองไว้ในมือพิศมันเลื่อนลอย เหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น เธอเงื้อมันขึ้น….

เขาถาม “เพื่ออะไร?”

เธอชะงักมือ หันมาสบตาเขาอีกครั้ง เส้นผมดำขลับของเธอปลิวไสวกับสายลมที่โกรกกราว หวิวไหว คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของเขา สานตากับเธอและพยายามค้นหาคำตอบ จากดวงตาคู่นั้น… ไม่พบคำตอบ เธอหันกลับ ส่งก้อนหินในมือตามก้อนแรกลงไปเบื้องล่าง ทอดถอนหายใจ

“คำถามของคุณคือคำตอบของฉัน”

เธอตอบคำ ทั้งที่ยังทิ้งสายตาไว้ที่ปลายฟ้า

“คุณอยากรู้เรื่องฉันใช่ไหม”

“ถ้าคุณเต็มใจเล่า”

“ทำไมนะ คนเราชอบสอดรู้เรื่องของคนอื่น ลำพังตัวเองก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ฮึ..น่าขำ” เธอหัวเราะเย้ยหยันใบลำคอ กระชับหินอีกก้อนในมือ-ก้อนใหญ่กว่าเดิม ฉันจะจบเรื่องราวของฉันไปพร้อมกับหินก้อนนี้ เธอบอกเขาในใจ และเขวี้ยงออกไป…

ลมเย็นกระโชกโบยตีใบหน้าของเธอจนแสบ

เขามองตามสายตาเธอไปยังทิวเขาและท้องฟ้าเบื้องหน้า ม่านสีขาวคลี่ตัวบดบังไว้บางๆ ยิ่งไกลออกไป–ยิ่งพร่าเลือน….

“หัวใจของผมถูกทิ้งให้รกร้างมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งที่หยาดฝนหลั่งอาบชโลม เมล็ดพันธุ์แห่งความเหงาก็งอกเงยเพิ่มขึ้นจนรกเรื้อ ผมเฝ้ามองมันด้วยความร้าวราน หวังไว้ว่าสักวันหนึ่งจะมีคนมาไถ่ถ่าง” เขาปรับทุกข์ เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป

“จวบจนวันนี้….”

ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ทอดถอนใจ เหมือนอับจนถ้อยคำ

“คุณพูดเหมือนกวี”

“ผมแค่ชอบอ่านบทกวี มันช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้น”

“ทำให้คุณรู้ว่า ยังมีคนที่คิดเหมือนคุณ เข้าใจคุณ แล้วก็คอยปลอบใจคุณอยู่” เธอเสริม

“อือ ฮึ๊.. คงยังงั้น”

“ฉันว่าไม่…. บทกวีจะตอกตะปุตรึงความเหงาไว้ในหัวใจคุณให้ปวดร้าวอยู่ร่ำไป นักกวีจะดึงความรู้สึกของคุณเอาไว้ ให้คุณจมปลักอยู่กับกองขยะแห่งความคิดของเขา เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากความโง่ของคุณ” หยุดนิดหนึ่งเหมือนชั่งใจเขา

“คุณหวนไห้อยู่กับมันตลอดเวลา หัวใจคุณโหยหาอ้อมกอดของใครสักคน เหมือนเด็กน้อยต้องการความอบอุ่นจากผู้ใหญ่ คุณเฝ้ารอ และแสวงหาความหอมหวานของรสน้ำผึ้งจากเกสรดอกไม้ที่ไม่น่าจะมีอยู่ในโลกนี้ ซึ่งคุณเคยพบมันแค่ในฝันและจินตนาการเท่านั้น”

“คุณเคยอ่าน”

“เปล่า… ฉันเพียงแต่พูดตามที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น”

แต่เธอก็พูดถูก แม้เขาจะมีทุกอย่างที่ปรารถนา แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงของภายนอก ในใจของเขายังเหมือนกับว่าไม่มีอะไร เปลี่ยวร้างว่างเปล่า มันโหยหาอะไรซักอย่าง ซึ่งแม้เขาเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าใดนัก…

ดวงตะวันค่อย ๆ หย่อนตัวลงที่ปลายฟ้า ความหนาวเหน็บเดินทับมากับสายลมที่กระโชกอย่างเกรี้ยวกราด แทรกซอนเข้าไปถึงเนื้อใน อากาศเริ่มเลวร้ายลงทุกขณะ เธอกระชับผ้าพันคอผืนสีท้องฟ้าพลางไหวไหล่สะท้าน เขาเอ่ยปากชวนเธอกลับ

เธอหันมาพยักหน้าเนือยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น ปัดเศษดินที่ติดตามกางเกงยีนส์สีหม่นนั้นออก ก่อนจะเบือนหน้าทอดสายตาฝ่าหมอกควันไปยังหมู่บ้านเล็กๆ เบื้องล่าง ไกลออกไปเนิ่นเนิบ

ยังเหลืออีกประมาณ 1 กิโลเมตร กว่าจะถึงที่พัก แสงสุดท้ายโบกมือลาฟากฟ้าไปแล้ว เขาควานหาไฟฉายด้ามจิ๋วที่เตรียมในกระเป๋า ยังหรอก–ยังไม่มืด แต่หมอกเริ่มโรยตัวแล้ว อีกสักพักเขาคงได้ใช้มัน… เธอเดินเคียงข้างเขาไปเงียบๆ

“หนาวจังนะ”

เธอห่อไหล่ ซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวตัวสีฟ้าจาง เขาเดินเข้าชิดเธอ ยื่นแขนโอบไหล่เธอไว้ ไม่มีการขัดขืน เธอคงหนาวจริง ๆ เขาคิด

“ผมทำอย่างนี้คงไม่ถือนะ คุณน่าจะสวมเสื้อตัวหนากว่านี้…โอบเอวผมไว้ซิ”

เธอทำตามอย่างว่าง่าย เขาให้ติดขัดในใจอยู่นิดๆ ที่ทำอย่างนั้น มันอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดกับจิตสำนึกของตัวเองก็ได้…

เขาทราบดีว่า คำว่าเพื่อนระหว่างมนุษย์สองเพศ ถูกกางกั้นไว้เพียงเส้นใยบางๆ เท่านั้น มันพร้อมที่จะฉีกขาดและแหลกสลายได้ทุกเมื่อ เพียงแรกเสียงกระซิบจากดวงใคร่แห่งหัวใจของคนทั้งสอง…

…………………………

ป่าสนถูกโบยตีด้วยสายลมดุเสียงดังครืนครม เขาหันมองไปรอบๆ

“ฉันก็ชอบหลงเข้าใจผิดไปว่าฝนกำลังไล่หลังมาทุกทีเหมือนกัน” เธอว่า

เขาพร่ำภาวนา ขออย่าให้ตกมาจริงๆ ก็แล้วกัน มืดแล้ว..

น้ำค้างบนยอดสนทิ้งเม็ดกระทบพื้นทรายละเอียดขาวบนถนน และหญ้าเขียวรอบข้างเสียงดังเปาะแปะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *