ณ บ้านหลังเดิม : ซังข้าวสีน้ำตาล

เรื่องสั้น

26 มีนาคม 2543 วันนี้ผมอยู่ที่บ้าน บ้านเกิดของผม รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่กลับมาสู่บ้าน ความรู้สึกปลอดภัย กันเอง สุขใจ และผูกพันธ์ จะหวนกลับมาสู่ห้วงสำนึกของผมเสมอ กลิ่นไอแอดที่แผดเผาเนื้อดิน สายลมพัดไหว นำพาฝุ่นไอปลิวว่อน ปะทะร่างกาย เป็นกลิ่นไอที่คุ้นเคย เป็นเหตุการณ์ที่อยากพบเจอ จะมีใครเหมือนผมบ้างไหมนะ กลับบ้านเมื่อไหร่ กลิ่นไอของชนบทเป็นต้องวิ่งจับหัวใจของความรู้สึกซะทุกครา

ผมกลับบ้านมาเพื่องานศพ คุณครู จำรัส อดีตครูใหญ่ของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แกเป็นครูใหญ่เมื่อครั้งที่ผมอยู่ประถม งานศพจัดใหญ่โต ผู้คนมากมาย และผมก็รู้สึกว่ามากมายจริง-จริง วันแรกที่เข้าไปในงาน ก็ตะลุยไหว้ผู้ใหญ่ เป็นกิจกรรมที่ผมต้องทำเสมอเมื่อกลับมาบ้าน ไหว้ได้ไม่ครบคนแต่ก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด

กลับบ้านเที่ยวนี้ผมไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ต้องไปช่วยงาน ไปอยู่ที่งาน แม่ก็ไปที่งานด้วย พ่อผมไม่ได้ไปด้วยเหตุผลส่วนตัว น้องแมวอยู่บ้าน ไม่กล้าไปงานศพด้วยเหตุผลกลัวผี กลัวผีเหมือนแม่ และผมเมื่อคราวเด็ก ๆ (ตอนนี้ก็มีอยู่บ้าง)

มีเรื่องราวหลากหลาย สุมอยู่ในหัวสมองผม กลิ่นไอของบ้านหลังนี้ ประเคนความรู้สึกให้ผมมากมายเหลือเกิน มีทั้งสุข อบอุ่น และกังวลใจ ผมอยากมีความสามารถเหมือนนักเขียนเก่ง-เก่ง ถ้าเขียนได้ผมคงมีหนังสือเป็นของตัวเองหลายเล่มแล้วละ บ้านผมมีวัตถุดิบให้เขียนมากมาย เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง เรื่องราวเมื่อครั้งวัยเยาว์ เราเตะฟุตบอลกลางทุ่ง ไม่มีเงินซื้อฟุตบอลกัน ก็ใช้ถุงกอปแกปนี่แหละ มัดรวม ๆ กันได้เป็นลูกฟุตบอล เตะไปเตะมาหูหิ้วมันหลุดออกมา ก็ใช้นิ้วคีบแล้วก็วิ่ง ไล่ล่ากันสนุกสนาน จากนั้นเราก็ไปโดดน้ำสระกัน ลูกมะพร้าวคือห่วงยางของเรา ต้นขี้เหล็ก ต้นมะม่วงข้างสระคือกระดานกระโดดน้ำชั้นดี ข้าง ๆ กันไม่ไกลนักมีมะขามให้เราป่ายปีน เกลือจิ้ม รสชาดละมัย

อยากกลับมาอยู่บ้าน มาช่วยครอบครัว มาร่วมรับรู้ทุกข์สุขของครอบครัว อาจเป็นเพราะผมจากบ้านไปนาน โหยหวนความอบอุ่นจากครอบครับเป็นที่สุด

พ่อผมกำลังจะบวชธรรม แม่กังวลใจที่พ่อเป็นแบบนี้ บ้านผมไม่มีใคร ถ้าพ่อไม่อยู่แม่ก็ต้องทำงานคนเดียว ทำนา ให้ข้าวหมู ส่งน้องเรียน ตา ยาย บ้านที่ต้องดูแลและอีกหลาย ๆ อย่าง ดูจะหนักเกินไปสำหรับแม่ ผู้หญิงซึ่งทำงานหนักมาตลอดชีวิต ผมอยากให้พ่อกลับไปเป็นเหมือนเดิม พ่อที่ดูเหมือนจะใจร้อน แต่ก็อยู่บ้านทำงาน เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่อยากให้พ่อบวชธรรม ผมไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์พวกนี้

อยากให้บ้านอบอุ่น และอบอุ่น อยากให้พ่อเป็นอย่างที่พ่อเคยเป็น แต่พ่อก็เป็นพ่อ นั่นเป็นสิทธิที่พ่อจะเลือกทำได้ ถ้าพ่อจะบวชธรรมจริง ๆ ผมก็คงไม่ห้ามอะไร แต่ผมสงสารแม่ แม่ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบภาระทุกอย่างของบ้าน

แม่ยังคงเป็นห่วงเรื่องป๋อง ลูกชายจอมเกเรของแม่ ทุก-ทุกอย่างที่แม่กระทำ แสดงถึงความรักลูกอย่างไม่มีใดเทียบ ไม่ว่าจะตะเวนตามหาลูกชายยามค่ำคืนดึกดื่น หรือยามมีงานมหรสพ ด้วยเพียงว่าห่วงลูกกลัวจะถูกทำร้าย ตะเวนตามหาทั้งคืน หมู่บ้านผมเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หมู่บ้านมีสิ่งก่อสร้างจากปูนเยอะขึ้น ต้นไม้น้อยลง ดูเลี่ยนโตงมากขึ้น ร้านค้า รถยนต์ มากขึ้น วัยรุ่นนักเลง มีกันเกลื่อนหมู่บ้าน ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวยามราตรี เมื่อมีมหรสพไม่ปลอดภัยสักเท่าใดนัก

อยากไปนั่งดูหนังกลางแปลงกับแม่ และน้อง ๆ แต่ป๋องก็ยังเป็นป๋อง จะมีคำว่าครอบครัวอยู่ในหัวบ้างไหมนะ ไม่รู้ว่าอยากเล่นอยากเที่ยวไปถึงไหน ในหัวสมองมีแผนการณ์ให้กับชีวิตตัวเองบ้างหรือเปล่า เคยคิดถึงหัวอกของแม่บ้างไหม กลับบ้านผมไม่ค่อยได้คุยกับป๋องมากนัก เจอกันประเดี๋ยวเดียวก็ไปอีกละ ป๋องไม่ค่อยอยู่บ้าน

เพื่อนพ้องที่พบเจอต่างก็มีลูกมีหลานกันหมดแล้ว ได้ข่าวคราวของเพื่อนบางคน ตายไปแล้ว รุ่นพี่ที่ออกมาเผชิญโชคชะตา บ้างก็ได้ดีบ้างก็ล้มเหลว ผู้คนในหมู่บ้านที่ออกมาเผชิญโชคชะตา เหมือนว่าจะดูดีในสายตาของชาวบ้าน ใครได้ดีก็ยินดีด้วย ใครที่ไปแล้วล้มเหลวก็เสียใจด้วย หมู่บ้านของผมแห่งนี้กันดารเหลือ ปีนี้ฝนไม่ตกทำนาไม่ได้ ทำไมทำร้ายกันนักหนอ ฝนฟ้า

กลับบ้านเที่ยวนี้ป้าสำราญดูเศร้ามากกว่าที่เคยเป็น อาจเป็นเพราะว่าแกกลุ้มเรื่องของจิ๋ว หายเจ็บแล้วแต่ขยับตัวได้ไม่มากนัก โรคร้ายที่จิ๋ว เปิดทีวีไม่มีรีโมท ดูได้ไม่เต็มใจเท่าใดนัก เมียก็ไม่ค่อยมาหาเท่าใด หรือมาก็ไม่ค่อยได้ดูแล ส่วนมากจะเป็นแม่ที่ดูแล จะขี้ จะเยี่ยว กินน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว แม่ ทั้งนั้นสิ่งใดไหนเล่าในโลกหล้าจะเทียมเท่าความรักของแม่ ลุงผู้ใหญ่ก็ยังเป็นเฉกเช่นเดิม คุยอะไรได้ไม่นานหรอก แกก็จะบอกว่าแกรู้ และแกถูกเสมอ มักจะมีปากเสียงกับป้าอยู่บ่อย ๆ เฉกเช่นเดียวกับที่พ่อของผม ก็ยังเป็นพ่อที่ชอบโอ้อวด คุยโว ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ แกก็บอกว่าของแกยิ่งใหญ่ซะไม่มี เห็นใครเขาทำอะไรแล้วได้ตังค์ ก็มักจะทำตาม แต่ด้วยการจัดการที่ไม่ดี แกชอบมักง่าย อะไรหลาย ๆ อย่างก็เลยล้มเหลวบ้างก็ทำทิ้งไว้ครึ่ง ๆ กลาง ไม่ทำต่อ เห็นเพื่อนบ้านปลูกต้นยูคาได้ ก็เอากับเขามั่งปลูกทิ้งไว้ได้หน่อยแกก็เลิกทำ พ่อผมไม่จริงจังกับงานที่กระทำ ไม่รักษาไว้ซึ่งการงานที่เริ่มทำ ฉะนั้นหลาย ๆ อย่างที่แกทำมักไม่ค่อยสำเร็จ ถ้าพ่อรู้การจัดการที่ดี และมีนิสัยไม่มักง่ายเกินไป แกคงมีอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับครอบครัวมากกว่านี้ ผมไม่ได้โทษพ่อว่าไม่ดี ผมไม่ได้ว่า

พ่อไม่มีอะไรให้กับครอบครัว ไม่ใช่ผมอยากให้พ่อให้อะไรให้กับครอบครัวมากกว่านี้ แต่ผมเพียงกำลังบอกว่าพ่อผมเป็นแบบนี้แบบนี้ จะอย่างไรก็เถอะผมก็ยังรักพ่อ อย่างที่พ่อเป็น จะอย่างไรพ่อก็ยังเป็นพ่ออย่างที่พ่อเป็น คนที่รักผม

วันนี้พ่อเปลี่ยนไปเยอะ อ้วนขึ้น แก่ขึ้น ดูเหมือนจะใจเย็นลง ไม่โวยวาย ไม่ขี้เล่น เหมือนหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ผมไม่คุ้นกับสภาวะที่พ่อเป็นอยู่ อาจเป็นเพราะว่าแกกำลังจะบวชธรรม ก็เลยเปลี่ยนไป ผมชอบลักษณะก่อนหน้าที่พ่อเป็นมากกว่า ครอบครัวครื้นเครง แม้พ่อจะโผงผางบ้างก็เถอะ แม้พ่อจะใจร้อน มักง่าย โมโหง่าย ชอบโม้ชอบอวดก็เถอะ แต่นั่นเป็นสภาพลักษณะที่พ่อเป็น ผมชินและคุ้นเคยแบบนั้นมากกว่า

สิ่งเดียวที่พ่อกระทำอย่างคงเส้นคงว่าตั้งแต่เริ่มต้น นั่นก็คือ การสีข้าว ตั้งแต่เริ่มสร้างโรงสีเมื่อครั้งผมยังอยู่ชั้นประถม เมื่อครั้งผมต้องปั่นจักรยา 5 กม. กลางเปลวแดดและทรายหยาบเพื่อซื้อน้ำมันมาเติมเครื่องยนต์ จนถึงปัจจุบันนี้ผมเรียนจบมหาวิทยาลัย มีการงานทำ พ่อก็ยังทำอยู่ แต่เดี๋ยวนี้โรงสีข้าว ไม่ค่อยได้ทำงานแล้ว เป็นเพราะว่าในหมู่บ้านมีโรงสีข้าวเพิ่มขึ้น หลาย ๆ คนสร้างโรงสีเล็ก ๆ และเป็นมือใหม่ ผู้ซึ่งหนุ่มกว่าพ่อ แข็งแรงกว่าพ่อ หาข้าวมาสีได้เยอะ โรงสีของผมก็กลายเป็นโบราณสถานไปเสียเฉิบ

ไปเผาศพครูใหญ่มา สิ่งที่ตระหนักได้คนเราก็เท่านี้แหละ เกิด เติบโต ร่ำเรียน เผชิญหน้ากับปัญหา เข้าสู่วัยต่าง ๆ ของช่วงอายุ สุดท้ายก็ดับสลาย ไม่ว่าจะในกองเพลิงหรือในอ้อมกอดพระแม่ธรณี ต่างก็จบด้วยกันทั้งนั้น สักวันหนึ่งคงถึงคิวผมบ้าง อีกไม่นาน คงอีกไม่นาน ชีวิตผู้คนจะมีสิ่งใดอีกเล่า

พี่น้อยลูกป้าสำราญ ปัจจุบันนี้แกมีลูกสามแล้ว 1 กับสามีคนก่อน ผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุ จนเสียชีวิต และ 2 กับสามีคนใหม่ ปุ๋ย น้ำฝน เป๊าะ อยู่บ้านกับป้าสำราญ เย็บผ้าบ้าง ทำนาบ้าง หากินตามประสา ส่วนสามีแกออกรถหกล้อ รับจ้างขนดิน ส่งงวดรถยังไม่หมด ทวงเงินจากผม แม่ไปยืมเงินพี่น้อยมาเพื่อส่งผมเรียน ผมก็ต้องใช้คืน ไม่มองว่าเป็นภาระอะไร ไม่มองว่านี่คือนี่สินของแม่ หนี้สินของพ่อ แต่มองว่าเป็นสิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบ เป็นหนี้สินของครอบครัว เป็นสิ่งที่ผมซึ่งเป็นลูกคนโตต้องรับผิดชอบ

ก่อนที่จิ๋วจะประสบอุบัติเหตุได้ซื้อตู้เย็นมาเครื่องหนึ่ง mitsubishi รุ่น smart drink ยังไม่ได้แกะกล่องออกมาใช้ แต่ก็ประสบอุบัติเหตุก่อน ผมรับซื้อต่อ เอามาตั้งไว้ที่บ้าน เป็นสิ่งของอย่างเดียวชิ้นเดียว ในสี่ปีที่ผ่านมาที่ผมซื้อเข้าบ้าน นอกจากนี้ไม่เคยมี เห็นพ่อใช้ตู้เย็น น้องใช้ตู้เย็นแล้วก็รู้สึกดีใจลึก ๆ อยากมีอะไรให้กับบ้านบ้าง แม้เป็นสิ่งของแต่ผมก็อยากมีให้ อันที่จริงผมอยากกลับมาอยู่บ้าน มาร่วมรับรู้ปัญหา สุขทุกข์ มากว่าสิ่งของ

ณ งานศพผมได้คุยกับน้องอ้อย ผู้ซึ่งเป็นลูกของคุณครูจำรัส สิ่งหนึ่งที่ตระหนักได้ คือตราบใดที่เรายังมีพ่อแม่อยู่กับบ้าน บ้านจะดูหนักดูเป็นบ้าน ดูเป็นครอบครัว อยากบอกหลาย ๆ คนว่าจงทำดีต่อพ่อแม่ให้เยอะ ๆ เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ตอบแทนบุณคุณท่านให้มาก ๆ เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ เพราะว่าวันหนึ่งวันที่ซึ่ง ไม่มีท่านให้คุณเห็น เมื่อนั้นคุณจะเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทนคุณท่าน หรือคุณไม่

คุณจะเสียใจหรือไม่นั่นเป็นภาวะความรู้สึกของคุณที่มีต่อพ่อและแม่ แต่ผมเชื่อมั่น อย่างน้อยที่สุดเยื่อใยของสายเลือดก็ฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใด

ลุงคืนกับป้าสำรวยคงอยู่กับบ้านเดียวดาย ลูก ๆ เข้ากรุงเทพกันหมด พี่จันดี สมศรี บุญสม งาตุ้ย ส่วนพี่เพชรยังอยู่ที่บ้าน แต่ก็มีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วไม่ได้อยู่กับลุงเหมือนก่อน เสมือนเป็นวัฏจักรของโลก เมื่อเติบโตมีครอบครัวเป็นของตัวเองก็ต้องแยกบ้านไปอยู่กันสองคน หรือแยกไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วแต่ขนบธรรมเนียมประเพณี ลุงคืนกับป้าสำรวยดูแก่ลง หลายปีมาแล้วที่แกอยู่กันสองคน ทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควายตามประสา ลูก ๆ ก็เข้าไปเผชิญชะตากรรมในเมืองหลวง พี่จันดีเดี๋ยวนี้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เห็นบอกว่าเป็นมะเร็งเต้านม ไปผ่าตัดมา ยังออด ๆ แอด ๆ ไม่แข็งแรงอยู่กับสามีคนใหม่ ผมไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวพี่จันดีเท่าใดนัก นาน ๆ เราจะเจอกันทีเหมือนเป็นบุคคลแปลกหน้า เหมือนจะห่างไกล แต่ผมยังรู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อเจอญาติมิตร แม้ไม่ได้รับรู้เรื่องราวก็เถอะ แต่เหมือนเราคุ้นเคยมาแต่ไหน….

ค่ำคืนของดึกนี้ ครอบครัวผมหลับหมดแล้ว ผมยังนั่งสูดกลิ่นไอของความรู้สึกอยู่นอกชานบ้าน นั่งมองความเป็นไปของบรรยากาศรอบกาย เสียงลมกรรโชกมาเป็นระยะ ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า นานแล้วที่ผมไม่เห็นดวงดาวระยับ คืนนี้จันทร์ไม่เต็มดวงแต่ก็ส่องแสงงามตาเหลือ ที่งามกว่านั้นคือความรักความรู้สึกของผม ณ บ้านหลังเดิมแห่งนี้ พรุ่งนี้แล้วสินะที่ผมต้องกลับเข้าบางกอก … เพื่อเหยียบย่ำรอยเท้าเก่า ของวันทำงาน ของการเดินทางแห่งชีวิต …..

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *