ดอกแก้ว : วิภาส ศรีทอง

เรื่องสั้น

เมฆอ้วนตั้งเค้าแต่เช้าตรู่ แดดแรกจึงทอนจางด้วยเมฆหมอก แสงพอเล็ดลอดเพียงอ่อนๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนถูกฉาบด้วยปื้นเทา อากาศครึ้มเย็นสบาย ในไม่ช้าดอกไม้ต้นไม้ต่างโชยกลิ่นรื่นสะพัดโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่ออาทิตย์ไต่สูงขึ้นพื้นพิภพ , ทุกสรรพสิ่งรวมทั้งทาวน์เฮาส์เล็กๆหลังนี้ผ่านการสลบไสลตลอดคืน บัดนี้จึงฟื้นตื่นในอาการกระปรี้กระเปร่า ทว่าน้ำทะเลยามนี้ซึ่งมีสีเดียวกับฟากฟ้ากลับลากตัวมันเองอาบทาบฝั่งอย่างโรยแรง แม้แต่ฟองฟู่แลหมองไม่ขาวบริสุทธิ์ดั่งเคย ทะเลร้างเรือ มีแต่เส้นขวางขยุกขยิกนับไม่ถ้วนของหัวคลื่นขนานกับราวฟ้า ดูคล้ายผืนพรมสีเทายับย่น ลมกระพือกลิ่นเค็มจากความเวิ้งว้างเหนือแผ่นน้ำมหึมา จุดหมายของมันคือตรงสู่ฝั่ง สะบัดใบต้นหูกวางยืนข้างทาวน์เฮาส์ แล้วกำจายฟุ้งระลอกแล้วระลอกเล่า ลอดหน้าต่างมุ้งลวดของทาวน์เฮาส์ ขนาดสองชั้น…หันหลังให้กับน้ำทะเลที่กำลังหนุนเข้ามา ด้านหนึ่งล้อมด้วยอิฐบล็อคคร่ำคร่า ตรงข้ามติดกับรีสอร์ทหรูหราล้อมรั้วเหล็กสูงอย่างมิดชิด ราวกับด้ามเสียมปักเรียงเป็นแนวโดยปลายแหลมของมันหมายแทงฟ้า ตรงหน้าทาวน์เฮาส์คือถนนกว้างสองเลนราดยางมะตอยอย่างดี ถนนทอดยาวลิบๆซ้ายและขวาเลียบริมฝั่งวนวก บางตอนของถนนเทียบเหลี่ยมสูงชัน เบื้องล่างเต็มไปด้วยคลื่นกริ้วตลอดเวลาแม้ในวันลมสงบที่สุด อย่างไรก็ดีในภาวะอากาศมัวซัวเช่นเช้านี้ถนนกลับดูหยิ่งผยองเสียยิ่งกว่าทุกสิ่ง มันไม่ยี่หระต่อรถพ่วงบรรทุกสินค้าเต็มเพียบแล่นลิ่วทั้งสองฟาก ไม่ครั่นคร้ามต่อล้ออันหนักอึ้งบดขยี้เหนือแผ่นหลังของมัน ด้วยสภาพใหม่เรี่ยมของพื้นผิว น้ำหนักที่กดอัดไม่ทำให้ใครในทาวน์เฮาส์หลังนี้สะท้านถึงแรงสะเทือน

คงแต่ “ดอกแก้ว” สุนัขตัวเมียวัยขวบครึ่งเท่านั้นที่รับรู้ มันหมอบนอน คางเกยตีนหน้ารอคอยอย่างอดทนหน้าห้องนายของมัน มันรู้สึกถึงความตึงแน่นของกระเพาะปัสสาวะ ท้องร้องโครกครากขณะสูดกลิ่นเค็มแล้วถอนหายใจดังฟืดฟาด หางลู่ตกโดยไม่รู้ตัว มันจึงตระหนักว่าเวลาล่วงไปมากแล้วสำหรับกิจวัตรประจำวันของมัน ดอกแก้วลุกยืน ยืดร่าง สะบัดขนปุยนุ่มสีขาวสองสามที ใช้อุ้งเล็บข่วนประตูไม้แกรก-การก

“ตื่นเถอะนาย ฉันจะไม่ไหวอยู่แล้ว” ดอกแก้วครางลั่น

เกือบจะทันทีนั้นเอง เสียงนาฬิกาปลุกดังแว่วมาจากห้องชั้นบน อึดใจเสียงตึงตัง เสียงอี๊ดอ๊าดของบานพับประตู ตามด้วยเสียงฝีเท้ากระทบพื้นปูนก้าวลงมา ร่างท้วมๆของหญิงวัยกลางคนในชุดนอนสีขาว ผมของหล่อนกระเซิง แม่ของเด็กชายเอกลูบหลังดอกแก้วแผ่วๆ มันโคลงหัวไปมา หางส่ายริกริก กระโดดตะกายวุ่นวาย หอบแฮ่กด้วยความตื่นเต้น ลิ้นสากๆสีชมพูเลียมือของหล่อนเสียชุ่ม

“แม้จ้ะๆ” หล่อนกระซิบพยายามให้มันสงบลง “เดี๋ยวนะดอกแก้ว” แม่ของเอกไปเปิดประตูหลังบ้าน ดอกแก้วพรวดตาม มันวิ่งไปรอบๆลานหลังบ้าน รี่ตะกุยกองใบไม้ตรงม้าหินอ่อนใต้ต้นหูกวาง จมูกฟุตฟิต มันถูกฝึกไม่ให้ขี้เยี่ยวบริเวณบ้าน เมื่อยืนเสียงแม่ของเอกเคาะประตูห้องลูกชาย ดอกแก้วจึงเห่าสมทบสลับกับเรียกชื่อนายของมัน พักหนึ่งประตูจึงเปิดหรา

“แกเป็นหมานะ…ไม่ใช่ไก่” เอกยิ้มรื่น เมื่อได้ยินเสียงแหลมๆ ของดอกแก้วขานชื่อตนเป็น “เอ้ก…เอ้ก” เหมือนไก่โต้ง ดอกแก้วปราดเข้าไปหา กระโดดโหยงเหยงใส่นายของมัน ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก

เอกจะพาดอกแก้วไปทำธุระของมันทุกเช้า เดินเลียบผืนทรายข้างถนนผ่านรีสอร์ทที่ตกแต่งอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ เวลานั้นเป็นต้นฤดูฝน นักท่องเที่ยวจึงบางตา ถัดไปเป็นทิวสนและพุ่มไม้ระเกะระกะ เลยไปอีกคือสวนอาหารร้างคนปลูกไว้อย่างลวกๆ โต๊ะเก้าอี้ภายในร้านทำจากไม้ไผ่ยังถูกทิ้งไว้ เช่นเดียวกับหมาแก่เพศผู้ตัวนั้น หลังจากเจ้าของร้านเลิกกิจการเมื่อปีกลาย มันเคยเป็นหมาที่มีท่าทางน่าเกรงขาม ร่างกำยำ ชอบสำแดงท่าข่มเขื่อง ขนสีน้ำตาลเป็นมันและตรงคอเต็มไปด้วยขนนุ่มหนาๆ คล้ายแผงคอของสิงห์โต แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นแค่หมาจรจัด เซื่องซึม มันต้องการที่จะอยู่ตามลำพังเสมอๆ ขนของมันร่วงกราวทุกครั้งที่สะบัดตัวหรือหรือแม้เพียงรถวิ่งหอบลมฉิวผ่าน ส่วนแผงใต้คอคงเหลือแต่หนังเหี่ยวๆเห็นเส้นเลือดขดเลื้อยยึกยือ กระนั้นมันยังวางท่าเขื่อง แยกเขี้ยวพร้อมสบถใส่คู่หูทั้งสอง เอกจำต้องเตรียมก้อนหินตุงกระเป๋าทุกครั้งหากต้องล้ำอาณาเขตของมัน

ดอกแก้ววิ่งเหยาะๆ นำหน้านายด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ แก้มของเอกแดงเรื่อบ่งว่าเขาเป็นเด็กชายแข็งแรงคนหนึ่ง แม้ร่างของเอกดูเล็กแกร็นกว่าเด็กวัยเก้าขวบคนอื่นๆ ก็ตามที

“เสร็จแล้วจ้ะ” ดอกแก้วบอกกับนายของมัน หลังวิ่งปรู๋ดออกจากดงสนรกเรื้อ

“ทีหลัง…อย่าเข้าไปลึกนักสิ” เอกทำเสียงดุ เมื่อเห็นเศษหญ้าแห้งเกาะติดตามขนตรงสีข้าง ดอกแก้วยิ้มแห้งๆ ลิ้นแลบถี่ๆ กระดิกหางประจบ

“นายๆเล่นซ่อนหากันนะ” แต่เด็กชายส่ายศีรษะ ผินหน้ายังทุ่งโล่งกว้างอีกฟากของถนน สูงขึ้นไปเมฆถูกลมกวาดไปกระจุก ณ มุมหนึ่งของฟากฟ้า ลมโกรกผ่านร่างทั้งสองราวกับนิ้วมือนิ่มนวลประจงลูบไล้ ใบสนพลิ้วไหว ลำต้นของมันโอนเอนในลีลาพ้องกัน ระงมเสียงซา-ซา คล้องจองกับเสียงสะลึมสะลือ ของทะเลยามอรุณเบิกฟ้า วินาทีนั้นเอง กลิ่นประหลาดได้กำซาบสู่ร่างเจ้าหมา มิใช่เป็นกลิ่นอย่างที่ประสาทของมันเคยสัมผัส รู้สึกแต่เพียงว่าขนขาวกลางหลังตั้งชันและผิวหนังใต้ขนปุกปุยนั้นเย็นเยียบ

มันคืออะไรสักอย่าง…ดอกแก้วพยายามเค้นคำพูดออกมา ริมฝีปากมอมจีบเข้าหากัน นึกคำศัพท์ใดๆเพื่อบอกนายก็ไม่ออก สมองมีแต่ความสับสนน่าอึดอัด ร่างป้อมๆของมันเขม็งเกร็งใจเต้นระรัว ฉับพลันมันวิ่งอ้าวตรงไปยังสวนอาหารร้าง เอกวิ่งกวดปากตะโกนไล่หลัง เขาประหลาดใจ มันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เด็กชายชะลอฝีเท้าเมื่อประจักษ์ว่ากำลังใกล้ถึงตัวร้าน เขาหวั่นๆ นึกภาพหมาแก่อารมณ์ร้ายตัวนั้น เขาจ้ำพลางลูบกระเป๋ากางเกงดูว่ามีก้อนหินสักก้อนเหลืออยู่หรือไม่ แต่แล้วเด็กชายก็สะดุดกึก เขารู้สึกถึงเหงื่อกาฬท่วมไหล่ , หลังและไอร้อนผะผ่าวแนบแก้มชมพู เขาแลเห็นร่างแดงฉานของหมาแก่ เงาของตัวร้านพาดทับร่างบิดเบี้ยวขาคู่หน้า-หลังกระตุก ลิ้นห้อยย้อยออกราวมันผ่านการตรากตรำมาอย่างหนัก เปลือกตาปิดสนิท เอกคงระยะห่างไม่กล้าขยับใกล้ รถบรรทุกสวนมาด้วยความเร็วดุจเดิม กระบะคันหนึ่งลดความเร็วลง คนขับไขกระจกชะโงกออกมาดู แล้วเหยียบคันเร่งตีจาก อีกฟากถนน ชายร่างท้วมก้าวออกจากเก๋งสีครีมจอดเบี่ยงตรงไหล่ทาง ล้อหน้าเบนหักออกซ้าย เขารุดไปยังหน้ารถ เพ่งมองคราบเลือดตรงโคมหน้า แม้ปราศจากร่องรอยบุบสลายใดๆ แต่เขากลับพ่นอะไรออกมาสองสามคำอย่างเดือดดาล ก่อนเหลือบเหลียวสายตาหยุดที่หมาแก่ตัวต้นเหตุครู่หนึ่ง ถ้าหากเอกเคลื่อนไปใกล้มากกว่านี้ เด็กชายอาจแลเห็นรอยย่นฝังลึกตรงหน้าผาก พอคะเนได้ว่าเขาเลยวัยฉกรรจ์ เอกอาจเห็นดวงตาอิดโรยมีสีคล้ำเป็นวงรอบ อาจเห็นขนอ่อนขึ้นครึ้มเขียวเหนือริมฝีปากและใต้คาง เขาหันหลังกลับ กระแทกประตูรถปึงปัง ติดเครื่อง หมุนพวงมาลัยอย่างร้อนรน บึ่งเก๋งสีครีมด้วยอาการหัวเสีย ผ่านเอกและดอกแก้ว เมินเฉยต่อผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งสอง

ดอกแก้วสดับเสียงฮัมต่ำๆ มันแยกไม่ออกหรอกว่าเสียงที่คำรามอยู่นั้นเป็นเสียงของถนนหรือเสียงตัวประหลาดร่างยักษ์ ทว่าไวเยี่ยงกระรอก ดอกแก้วจ้องเขม็งร่างที่กำลังกระตุก ในหัวของมันเหมือนมีลูกข่างหมุนติ้ว มันโยกหัวซ้ายทีขวาทีด้วยความฉงน หูหรุบลง ตัดสินใจเห่าเรียก แผ่วเบาในคราแรก ฟังคล้ายเสียงร่ำไห้ที่ถูกสะกดกลั้นไว้ แล้วตะเบ็งเสียงพร้อมกับเขยื้อนเข้าใกล้ร่างอาบของเหลวสีแดงข้นอย่างช้าๆ หมาแก่ไร้อาการตอบสนอง หากท้องของมันยังกระเพื่อมขึ้นลง ในที่สุดดอกแก้วเขยิบชิดหมาแก่ มันใช้จมูกดุนสีข้างที่มีเลือดซึมออกมา เลียปากหมาเคราะห์ร้าย รับรสขื่นคาว

“ลุงๆๆ” ดอกแก้วร้องเรียกอีกครั้ง สักพักหูของมันยินเสียงเบาๆ จากร่างพังพาบนั้น

“เงียบทีเถอะ” หมาจรจัดกระซาบเสียงแตกเครือ

มันยืดคอหมายจะงับดอกแก้วตามความเคยชิน ดอกแก้วสะดุ้งถอยกรูด ปุปปับเปลือกตาหมาแก่ก็เปิดโล่ง เผยดวงตาขุ่นฝ้าเบิ่งออกแทบถลนหลุดเบ้า มันพยายามดิ้นรนหาอากาศเฮือกสุดท้ายก่อนท้องของมันจะหยุดไหว

ดอกแก้วผละออกมา มันเห่าลั่นจนทั่วเขย่า เงาที่ทาบร่างแน่นิ่งนั้นถอยร่นเมื่ออาทิตย์คล้อยสูงขึ้น

“มันตายล้วล่ะแก้ว” เอกโบกมือปราม ดอกแก้วเดินเนือยๆ มาที่เอก จากนั้นจึงทรุดนั่ง ขนขาวปรกหน้าเปื้อนคราบเลือด แหงนคอสบตานายของมัน

“นายจะทำอย่างไรต่อล่ะ”

เอกโบกมือปราม ดอกแก้วเดินเนือยๆ มาที่เอก จากนั้นจึงทรุดนั่ง ขนขาวปรกหน้าเปื้อนคราบเลือด แหงนคอสบตานายของมัน

“นายจะทำอย่างไรต่อล่ะ”

เอกเงียบ รู้สึกเสียดๆในท้อง เขาทำอะไรไม่ถูกเช่นกันได้แต่ส่ายหน้า ทั้งคนทั้งหมาต่างสะเทือนใจระคนความฉงนฉงายไม่คาดฝัน…เมื่อความตายได้ปรากฏตัว ณ ตรงหน้า กระนั้นเอกรู้ตัวดีว่ามันอยู่เหนืออำนาจเขา

“ฉันคงต้องจับแกอาบน้ำล่ะ” เด็กชายมิได้สำเหนียกเลยว่าเขาพูดอะไรออกไปหรือกับใคร ดอกแก้วหันขวับเพ่งร่างไร้ชีวิต เห่าเสียงแปร่งๆ หนสุดท้าย

…อีกคราที่มันวิ่งนำหน้า แต่คราวนี้ดูเหมือนมันทิ้งระยะห่างนายของมันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองต่างอยู่ในภวังค์ของตนแต่พ้องกันคือทิศทาง…มุ่งตรงสู่ทาวน์เฮาส์ริมทะเล…

คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่เอกได้ยินหมาของเขาหอนอกมา เสียงนั้นโหยหวนเนิบนาบ เอกซุกศีรษะใต้ผ้าห่ม…ข่มตาหลับ

ทะเลเร้นหายในเงามืด เสียงครางเป็นสิ่งเดียวที่บอกว่ามันยังอยู่ที่นั่น อีกด้านหนึ่ง…ถนนคงคำรามดั่งจะประกาศให้รู้ว่ามันฟื้นตื่นเสมอและไม่ยำเกรงต่ออะไรทั้งสิ้น

ทั้งคนทั้งหมาต่างถอนใจ…ไม่ว่ากาลข้างหน้าต้องผจญกับสิ่งใดอีกที่กำลังรอคอยพวกเขาอย่างจดจ่อ

….ทว่านั่นคงเป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *