A FEW GOOD SON : วาณิช วทัญญู

เรื่องสั้น

” วันนี้ครูจะแนะนำเพื่อนใหม่ให้ทุกคนได้รู้จักนะคะ ” ครูพรพิมลกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสพลางสะกิดดันหลังผม “ครับ ! ผมชื่อจ่อนครับ มาจากแม่สาย ! ” ” ก๊ากกกก! กั่กๆๆๆๆๆๆๆ ! ” เสียงหัวเราะจากบรรดาเหล่าเพื่อนใหม่ผมดังขึ้น ……. ผะ ผะ ผะ ผะ ผม เริ่มร้องไห้ ( ฮึ ! เราไม่อยากเป็นเพื่อนพวกนายแล้ว)

ครับ ! ผมชื่อ จ่อน ผมเรียนเก่งนา ปีที่แล้วตอนที่อยู่อนุบาลหนึ่ง ผมสอบได้ที่หนึ่งด้วย พ่อผมซื้อหุ่นยนต์ให้ตัวเบ้อเริ่มด้วยแหละ (ผมอ้างรางวัลใหญ่มาการันตีความเก่งของผม ) พอขึ้นอนุบาลสอง ผมก็ฉายแววว่าจะสอบได้ที่หนึ่งเช่นเคย (ผมไม่รู้สึกกระดากใจที่ได้โม้)

ผมได้ชักธงชาติ นำสวดมนตร์ คุณครูก็รัก ……..และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วันนั้นตอนบ่ายๆ ขณะที่ผมกำลังเล่นของเล่นเพลินๆอยู่นั้น เพื่อนที่ชื่อเล็ก แต่เส้นใหญ่ (จะไม่ใหญ่ได้อย่างไร ก็มันเป็นลูกครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลที่ผมเรียนอยู่)

“ฮาบะฮื้อ !” ( I can’t give it to U ! ) ผมตอบเป็นsoundtrack

“ฮาลูกครูใหญ่นาบะ ! ” ( I’m grandmaster’s son, U know?! ) ด.ช. เล็กตะคอก {สถานการณ์ตอนนี้ นักเลงอนุบาลสองกำลังจะมีเรื่องกัน} ผมชักฉิว

” ฮาบะสน! “( I don’t care ! )

” ตุ๊บ ! ” ผมถูกชกตาป่าม(ตาเขียว)

จากนั้นผมก็เข้าตะลุมบอนจนคุณครู(กรรมการ)มาห้าม ปรากฏว่าด.ช.เล็กร้องไห้และหัวแตก ใช่สิ ! มันจะไม่แตกได้อย่างไร ก้ผมประเคนฟาดหัวมันด้วยรถเหล็กที่มันอยากเล่นหนักหนา

“สมใจคิงละเน้อ ! ” (That’s U want ! ) ผมนึกเยาะเย้ยสงสาร วันรุ่งขึ้นขณะที่ผมตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะได้แต่งตัวไปเรียนหนังสือ พ่อผมก็พูดกับผมในทำนองทีว่าไม่ต้องไปโรงเรียน ผมจบอนุบาลสองแล้ว(โดนไล่ออก) ผมรู้สึกดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียนอีก…….แต่ผมก็ต้องเหงา เศร้า และต้องอยู่บ้านตามลำพังกับพี่เลี้ยง(แก่ๆ)…ไม่มีเพื่อน(สาวๆ)…ไม่มีน้องเก๋…ไม่มีน้องแหม่ม….ไม่มีน้องหน่อย…และไม่มีพี่จ่อน ที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้เพื่อนๆพูดภาษากลางกันหมด ครูก็พูดภาษากลาง ไม่มีใครพูดคำเมืองเลย ผมรู้สึกอึดอัด…ผมเรียนใช้ได้ หัวไว เข้าใจอะไรง่ายๆ ฟันไม่หลอ สะดือไม่จุ่น หน้าตาดี เท่ห์ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆอีกหลายๆคน (ผมไม่คิดว่าการชมตัวเองเป็นเรื่องน่าบัดสี หรือน่ารังเกียจแต่อย่างใด ในทางกลับกันทำให้คิดว่าตัวเองน่ารักเสียอีด)

พอถึงเวลาใกล้สอบผมจึงได้รู้ว่าตนเองมีปัญหามากในด้านการใช้ภาษาไทย ใช่สิ! สมัยเรียนที่แม่สาย พ่อแม่ก็พูดคำเมือง ครูก็พูดคำเมือง เพื่อนก็เมือง แต่ตอนนี้ ครูพูดภาษากลาง ชะรอยซ้ำร้ายฟังคำเมืองไม่รู้เรื่องเสียอีก(เศร้าสุด! )

“ข้อสอบอะไรจะจิ๊บจ๊อยขนาดนี้น้ออออออออออ อย่างนี้มันดูถูกฝีมือกันนี่นา ” ผมนึกดูถูกข้อสอบและเกาพุงอย่างสบายใจเฉิบขณะนั่งเล่นชิงช้าพร้อมกับกินช็อคโกแลตรอสอบวิชาต่อไป

“สงสัยจะได้ที่หนึ่งอีกแล้วเรา” ผมวาดฝันขณะที่พ่อพาผมไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ในตอนเช้าเพื่อจะได้แต่งตัวหล่อๆไปรับผลสอบตอนบ่ายโมง ”

คราวนี้จะขออะไรดีน้อออออ….หุ่นยนต์ก็เบื่อ เครื่องบินก้มีเยอะแล้ว ตัวต่อก้ขี้เกียจเล่น” ผมกระหยิ่มในรางวัลที่รออยู่ข้างหน้าจนยิ้มหน้าบาน(ยิ้มจนปากเกือบฉีก)

“จ่อน ! ยิ้มอะหยั๋งล้ำเหลือ !?.” (John, why U have a ugly smile ?) พ่อถาม วิมานผมล่มชั่วคราว ผมยักคิ้วให้พ่อแต่ไม่พูดอะไรพลางผิวปากเพลงโดราเอมอน….”สบายใจดีแท้…ผู้ชนะย่อมไม่พูดมาก ” เมื่อถึงชั้นเรียนรับผลสอบปรากกว่าคนที่สอบได้ที่หนึ่งคือ ด.ช. โป้ง ตามที่ครูพรพิมลคาดไว้ และที่สองคือด.ช. ณัฐ ครูพรพิมลก็คาดไว้เหมือนกัน…

.”แล้วเด็กชายจ่อนล่ะ คุณครูเอาไปไว้ที่ไหน? สมัยอนุบาลหนึ่งผมสอบได้ที่หนึ่งนะ อนุบาลสองผมก้ต้องสอบได้ที่นึ่ง ผมทำข้อสอบได้และออกห้องสอบคนแรกทุกวิชา ” ผมร้อนใจและเรียกร้องสิทธิ์แห่งการสอบได้ที่หนึ่ง คนแล้วคนเล่าผ่านไป ในห้องเรียนของผมมีนักเรียน 48 คน

ครูพรพิมลขานอันดับผลการเรียนไปเรื่อยๆจนถึงที่ 46 …. “ที่ 46 ด.ช. บุ๋ม และสอบตกสองคนคือ ด.ช. จ่อนได้ที่ 47 และด.ช.โจ้ ได้ที่ 48 ” ผมอยากร้องไห้ ส่วนพ่อผมร้องไห้ไปแล้ว พ่อได้ถามคุณครูว่าทำไมผมถึงสอบตก ครูพรพิมลก็แจ้งให้เห็นถึงปัญหาของผม แล้วครูก็เอาข้อสอบมาให้ดู ข้อสอบภาษาไทยถามว่า “คุณมีกี่คน ชื่ออะไร? ” คำตอบที่ผมเขียนไปคือ ” ผมมียาย6 คน ชื่อยายเกียงฟอง ยายเกียง ยายจันทร์ ยายบ๊วย ยายม๋วย และยายแดง

” เอ๊า ! ก็จริงสิที่แม่สายนอกจากยายฟองแล้วใครที่แก่ๆอยู่แถวๆบ้านก็เรียกยายหมด (ผมเหลือบเห็นสีหน้าพ่อชักเครียด) พอดูวิชาเลขคำถามมีอยู่ว่า ” ด.ช. แอ้ม มีไข่1 ฟอง แม่ให้อีก 1 ฟอง ด.ช. แอ้มมีไข่ทั้งหมดกี่ฟอง ?

” ผมก็เขียนตอบไปว่า ” ด.ช. แอ้มมีไข่ 1ปุ๊ก ” เอ๊า! ก็จริงสิแม่ผมเคยบอกว่าผมมีไข่2แก่นเท่ากับ1ปุ๊ก เพราะฉะนั้นเลขข้อนี้ผมไม่ผิด แต่ครูพรพิมลก้ยังยืนยันว่าผมผิดอยู่ดี

“ครูนี่ดื้อจริงๆ ” ผมนึกในใจพลางสะดุ้งตกใจที่เหลือบเห็นพ่อหน้าตาเครียดหนักกว่าเดิม ผมรู้สึกเสียวก้นวาบๆ

วิชาภาษาอังกฤษยิ่งหนัก

bicycle ผมแปลว่า “รถถีบ ”

motocycle ผมแปลว่า “รถเครื่อง ”

water melon แปลเป็น “บะเต้า”

papaya เป็น ” บะก๊วยเต็ด”

glass เป็น ” ก่อก”

shoe แปลเป็น ” เกือก ”

นั่นไงผมก็แปลถูกหมดเลยนี่นา ทำไมได้ศูนย์คะแนน ไอ้ที่พอได้คะแนนบ้างก็คือ pen “ปากก๋า ”

“สงสัยครูพรพิมลไม่เก่งภาษาอังกฤษ ” ผมนึกในใจแต่แอบเห็นพ่อส่ายหัว

“เฮ้อออออออ ช่างมันเต๊อะ….” (AHHHHHH! let it be….)

พ่อผมถอนหายใจอย่างหนัก(แสดงว่าผมอาการหนักจริงๆ) “ปีหน้าลูกผมจะเรียนอยู่ห้องไหนครับคุณครู ?

” พ่อผมถามครูพรพิมล “ก็ยังคงอยู่ห้องอนุบาล 2/4 เหมือนเดิมค่ะ

“ครูตอบพลางลูบหัวผมอย่างเอ็นดู จากนั้นครูพรพิมลก็หันไปคุยกับพ่อของ ด.ช.โจ้ ซึ่งสรุปได้ว่า ด.ช. โจ้ มาจากจังหวัดแพร่

คอนเซป(concept)ไข่ 2 แก่นเท่ากับ ไข่ 1 ปุ๊ก เหมือนกัน ขากลับขณะอยู่ในรถผมหันไปคุยกับพ่อซึ่งกำลังร้องเพลงตามวิทยุอย่างอารมณ์ดี

“ป้อ ! จ่อนจะได้รางวัลก่อ ? ” ( Dad, can I have a price ? )

พ่อตอบ “ได้ก่ะ ไม้แส้ จะเอาก่อ ? ” ( Yes, stick U want?) พลางลูบหัวผมอย่างเอ็นดูแล้วพูดต่อ “บะฮู้ว่าแม่จะว่าอย่างใด ? ” ( I don’t know what mom would say?)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *