ป้ายันกับบรรณาธิการ : ชัญวลี ศรีสุโข

เรื่องสั้น

คุณเป็นคนบ้านคลองจังหวัดสุโขทัยหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นคุณต้องเคยเห็นหญิงชราร่างผอมเกร็ง ตัวเล็ก เนื้อหนังเหี่ยว ผมสีดอกเลาตัดสั้น นุ่งโจงกระเบน ปากเคี้ยวหมากพาร่างในวัยกว่า๘๐ปี เดินกระฉับกระเฉงไปตลาดบ้านคลองซึ่งห่างจากบ้านเกือบกิโลทุกวัน ตั้งแต่เช้ามืดในเวลาตีห้าตรง นั่งคุยที่สภากาแฟปาท่องโก๋หน้าตลาดจนสายจึงเดินกลับบ้าน ฉันเคยถามหญิงชราคนนั้นว่าเมื่อไรจะหยุดเดินไปตลาด คำตอบคือเมื่อหมดลมหายใจ หญิงชราคนนั่นแหละคือป้ายัน

ป้ายันเป็นพี่สาวของแม่สามีของฉันเรียกง่ายๆก็คือพี่แม่ผัว แม่สามีมีพี่น้องทั้งหมดเก้าคน ป้ายันเป็นพี่คนที่สาม แม่สามีเป็นลูกหลงคนสุดท้องของยายยี อายุจึงห่างกันกว่ายี่สิบปี ป้ายันเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่งงานแล้วไม่มีลูก สามีก็ตายไปนานนมแล้ว จึงรักลูกหลานของพี่น้องตนเอง จนเผื่อแผ่มาถึงฉันซึ่งเป็นหลานสะใภ้ด้วย

พี่ๆหกคนของแม่สามีทยอยกันเสียชีวิตไปหมดก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับสามี แป๊ะย้งพี่ชายคนเดียวที่เหลือก็เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายไปสองปีที่แล้ว แม่สามีจึงเหลือพี่สาวคือป้ายันอยู่เพียงคนเดียว

สิบกว่าปีก่อนเมื่อฉันแต่งงานกับสามีที่จังหวัดเชียงใหม่ การแต่งงานเป็นแบบพื้นเมืองทางเหนือญาติผู้ใหญ่ใช้ด้ายสายสิญจน์สีขาวมัดมือเจ้าบ่าวเจ้าสาว พร้อมให้คำอวยพร ป้ายันพร้อมวงศาคณาญาติที่บ้านคลองอุตส่าห์เดินทางไปร่วมงาน ป้ายันใช้ด้ายขาววงข้อมือฉันหลายรอบก่อนจะโยงไปมัดข้อมือเจ้าบ่าว อวยพรให้คู่บ่าวสาวอยู่กันยืดมั่นคงเหมือนด้ายมัดมือ มีอายุยืนเหมือนปู่ย่าตาทวด ด้วยท่านเหล่านั้นอายุยืนกว่า๙๐ปีกันหมด ลูกหลานหลายคนเสียชีวิตไปก่อนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่เพราะโรคภัยไข้เจ็บ มักเป็นเพราะอุบัติเหตุทั้งนั้น นอกจากให้ของขวัญเป็นสร้อยคอทองเส้นโต ป้ายันยังหิ้วของบางสิ่งมาให้ฉันเป็นพิเศษ เมื่อพิธีเสร็จสิ้นฉันจึงรู้ว่าเป็นไก่ไทยต้มใส่น้ำปลาที่ป้ายันทำเองแบบชาวบ้านคลอง จำได้ว่าฉันทานข้าวถึงสองจานพูน อร่อยกับไก่ไทยต้มน้ำปลาของป้ายันจนแทบลืมว่าตนเองเป็นเจ้าสาวในงานแต่งงานวันนั้น

หลังจากแต่งงานแล้ว ฉันได้ลาพักร้อนจากงานราชการหนึ่งสัปดาห์ ไปกราบยายยีแม่ของสามี ตอนนั้นท่านอายุ๙๐ปียังแข็งแรงความจำดี แต่เดินไม่คล่องเพราะหกล้มกระดูกข้อตะโพกแตกต้องใส่ข้อตะโพกเทียม ฉันเดาว่าป้ายันคงมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนแม่ เพราะที่บ้านยายยีมีประนอมหญิงสาวหน้าตาคมขำคนหนึ่งคอยดูแลรับใช้ยายยีด้วยความรักและเต็มใจยิ่งกว่าลูกหลานแท้ๆมากว่ายี่สิบปี สามีเล่าว่ายายยีชอบช่วยเหลือคนลำบากยากจน พ่อของประนอมถูกงูเห่ากัดตาย แม่คนเดียวเลี้ยงลูกหลายคน ยายยีคอยให้เงินทองเสื้อผ้าอาหารเสมอ เมื่อประนอมจบชั้นประถมแม่ของเธอจึงยกให้มารับใช้ปรนนิบัติยายยีด้วยความสมัครใจของตัวเธอเอง

ยายยีเสียชีวิตด้วยโรคชราเมื่ออายุ๙๕ปี ผู้คนทั้งบางมาร่วมงานอย่างล้นหลามเพราะท่านเป็นคนเก่าคนแก่ของบ้านคลอง หลายครอบครัวมีความผูกพันได้รับความช่วยเหลือจากยายยีมาก่อน

อาชีพหมอนั้นเป็นอาชีพที่อ้างได้เรื่อยว่าไม่ค่อยมีเวลา ฉันกับสามีลางานราชการไปร่วมงานศพยายยีเพียงสองวัน ตอนแป๊ะย้งตายฉันกับสามีไปวันเผาเพียงหนึ่งวัน แม่สามีและญาติพี่น้องทางบ้านคลองก็ไม่เคยว่ากระไร ต่างเห็นใจว่างานยุ่งทั้งนั้น

ความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานของฉันและสามี ทำให้เราไม่อยู่กับที่โยกย้ายไปเรื่อยๆหลายจังหวัด แต่ความรักความคิดถึงความเมตตาของป้ายันนั้นคงที่ เมื่อใดที่มีคนบ้านคลองเดินทางมาจังหวัดที่ฉันกับสามีอาศัยอยู่ ไก่ไทยต้มน้ำปลาฝีมือป้ายัน จะเดินทางมาถึงมือฉันเสมอ ไม่ขาดแม้แต่ปีเดียว จนสุดท้ายหลังจากเราสองคนจบแพทย์เฉพาะทางที่กรุงเทพฯ ครอบครัวที่เพิ่มสมาชิกเป็นลูกชายอีกสามคนก็มาปักหลักอยู่จังหวัดพิจิตร ห่างจากบ้านคลองใช้เวลาขับรถเพียงสองชั่วโมงเศษ ตั้งแต่นั้นเมื่อไรที่ฉันเห็นรถป้ายทะเบียนสุโขทัยมาจอดหน้าบ้าน ก็รู้ได้เลยว่าถุงก๊อบแก๊บ ภายในมีถุงกันความร้อนใส่ไก่ไทยต้มตัวขนาดพอดี หนังสีเหลืองอ่อน หอมฉุยด้วยกลิ่นน้ำปลาพาน้ำลายสอ จะถูกหอบหิ้วเข้าบ้านไม่ช้านี้

ข่าวป้ายันป่วยมาถึงหูฉันในวันหนึ่ง วันที่อากาศเริ่มเย็นท้องฟ้ากระจ่างไร้เมฆหมอก ต้นปีบลำต้นตรง ใบเล็กๆแฉกสีเขียวเข้ม ผลิดอกสีขาวบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย็นไปทั่วบริเวณโรงพยาบาล ต้นหูกวางโปรยใบสีเหลืองสีน้ำตาลสีแดงลงมาทับถมกรอบแกรบที่พื้นดิน แม่สามีโทรศัพท์มาปรึกษาสามีถึงอาการลำไส้อักเสบของป้ายันหลังจากรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านมาแรมเดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ป้ายันทานข้าวไม่ได้ บ่นปวดท้องตลอด นอนอยู่โรงพยาบาลบ้านคลองหลายงวด งวดนี้อยู่มาเจ็ดวันแล้ว ทางโรงพยาบาล ดูแลอย่างดี ให้น้ำเกลือ ให้อาหารทางเส้นเลือด ปรึกษาญาติเรื่องการผ่าตัด แต่อย่างไรหมอที่นั่นบอกว่าอาการหนัก รักษาโดยวิธีใดก็ลำบากเพราะป้ายันอายุ๘๙ปีแล้ว

สามีกับฉันตกลงใจไปเยี่ยมป้ายันที่โรงพยาบาลบ้านคลอง หลังจากแลกเวรยามที่ต้องดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลพิจิตรกับหมอแผนกเดียวกันได้ เราก็ออกเดินทางไปบ้านคลอง

ฝนตกปรอยๆในขณะเดินทางด้วยรถเก๋งส่วนตัว ที่ปัดน้ำฝนเริ่มทำงานเมื่อเม็ดฝนหยดเป็นดอกดวงพร่าพรายหน้ากระจก ฉันเพลินมองดู เม็ดฝน ที่ปัดน้ำฝน น้ำที่รี่ไหลตามทางปาด แวบนึกถึงยายยี แป๊ะย้ง ก็สลดใจเมื่อรู้สึกว่าคนเราถ้าย่นเวลาแห่งชีวิตลง ก็ไม่ต่างอะไรกับเม็ดฝนบนกระจก บางเม็ดย้อยหยดเป็นหยาดสวยงาม บางเม็ดแตกกระจายเป็นดอกดวงเดือนดาว แต่ไม่ว่าเป็นอย่างไรไม่นานก็ถูกที่ปัดน้ำฝนกวาดกลายเป็นธารน้ำกลับไปสู่ขอบกระจกหมดสิ้น

ถึงโรงพยาบาลบ้านคลอง ฉันพบว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีการปรับปรุง สถานที่และสิ่งแวดล้อม จนดูสวยงามเป็นระเบียบและสะอาด เมื่อขึ้นลิฟต์ไปถึงห้องพิเศษที่ป้ายันพักอยู่ ฉันถอนหายใจลึก รวมรวมจิตใจไม่ให้วิตกเมื่อเห็นภาพใดๆ เคาะประตูห้องก่อนเปิดเข้าไป

ภาพที่เห็นในห้องผู้ป่วยพิเศษคือป้ายัน หญิงชราร่างเล็ก ผมสั้น ร่างกายซูบผอม แม้จะประแป้งหน้าลายพร้อยจากการดูแลอย่างดีของญาติๆ แก้มที่ตอบเหี่ยวจนเห็นเป็นกระดูกกะโหลกส่วนหน้ายังเห็นได้ชัด มีสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดที่แขน สายอาหารผ่านรูจมูก ท่อปัสสาวะผ่านส่วนล่างของร่างกายไม่มีปัสสาวะในถุงปัสสาวะเลย ป้ายันนอนหลับกรนเบาๆเห็นแก้มที่ตอบหวำลึกไปตามแรงหายใจถึงกระนั้นก็มีเสียงครางด้วยความเจ็บปวดปนมาด้วย

สามีเข้าไปกดคลำท้องป้ายันเบาๆ ป้ายันสะดุ้งไม่ลืมตา ครางด้วยความเจ็บปวด ฉันเห็นก็รู้ว่าป้ายันมีอาการอักเสบในช่องท้อง อาการรุนแรง ถ้าอายุน้อยและร่างกายแข็งแรงควรจะได้รับการผ่าตัด จึงจะสามารถรอดชีวิตได้

ป้าแฉล้มภรรยาของแป๊ะย้ง กับลูกสาวที่เป็นผลัดเฝ้าอาการในวันนี้ บอกและถามสามีฉันว่า “หมอและพยาบาลที่นี่ให้การดูแลอย่างดี ตั้นว่าอาการเป็นไงบ้าง ต้องผ่าตัดไหม นี่หมอก็บ่นว่านอกจากกระเพาะอาหารไม่ยอมรับอะไรแล้ว ไตยังไม่ทำงานอีกด้วย ไม่มีปัสสาวะออกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”หน้าตาทั้งคู่ห่วงใยป้ายันอย่างลึกซึ้ง

ความเจ็บป่วยของมนุษย์เป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ หมอเองควรเลือกการรักษาที่สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บป่วย แต่การแพทย์ปัจจุบันมีปัจจัยทางสังคมมาเป็นทางเลือกในการรักษาคนไข้หลายอย่าง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ฉันและสามีในฐานะเป็นหมอเห็นพ้องกันก็คือ ไม่ว่าอยู่หรือตายก็ขอให้เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ แม้จะตายก็ตายอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ถูกทารุณด้วยเครื่องชักลากยื้อยุดต่างๆนานา ทั้งๆที่รู้ว่าอย่างไรก็ไม่มีหวังรอดชีวิต อยู่ไปก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน

สามีฉันกระซิบป้าแฉล้มหลังขอชาร์ตการรักษาคนไข้ การดำเนินไปของโรค ผลเลือด ผลเอ็กซเรย์ของป้ายันจากคุณหมอโรงพยาบาลบ้านคลองมาดู “ป้าแหล้มช่วยบอกญาติคนอื่นๆด้วย ตั้นดูแล้ว ป้ายันเป็นมาก ปล่อยให้ป้ายันแกไปดีเถอะ ไม่ต้องผ่าตัด เพราะผ่าก็คงไม่รอด เมื่อป้าแกจะจากพวกเราไป บอกหมอ ไม่ต้องปั๊มหัวใจ ไม่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจใดๆให้ป้ายันลำบาก ”ป้าแฉล้มฟังพยักหน้าหงึกหงัก ก้มหน้าเอาผ้าเช็ดหน้ากดไว้ที่มุมหัวตาสองข้าง

“ป้าก็ว่าเช่นนั้น นี่ว่าจะนิมนต์พระมาสวด ให้ป้ายันแกเห็นทางไปสู่สวรรค์”เสียงกลั้นสะอื้น ถึงตอนนี้ป้ายันก็ลืมตาขุ่นมัวขึ้น สามีรีบเดินไปจับมือ เขย่าเบาๆ นิดลูกสาวป้าแฉล้มพูดข้างหูว่า

“ป้ายันจำหมอตั้นได้หรือเปล่า”ป้ายันกะพริบตาถี่ๆ เสียงแหบเมื่อบอก

“อีนิดพยุงกูที”นิดรีบขึ้นเตียงพยุงป้ายันนั่ง ตัวเธอค้ำข้างหลังให้ “หมอตั้น…หมอหวิว”ป้ายันเรียก สามีกับฉันให้เข้าไปใกล้ๆ

“กินอะไรหรือยัง…”

“กินแล้วละจ๊ะ ป้ายันไม่ต้องห่วง”ฉันพยายามยิ้ม ในขณะที่ความเศร้าเริ่มมาครอบงำ

“ไอ้ย้ง…”ป้ายันกวักป้าแฉล้ม

“มึงเอาไก่ไทยใส่น้ำปลาที่กูต้ม ใส่ถุงให้หมอหวิวหมอตั้นที”ป้ายันเพ้อ หลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน กรนเสียงดังนานกว่าจะลืมตาพึมพำบอกนิดอย่างคนหลงว่า “หมอตั้นมารับกูแล้ว เอากูแต่งตัว ไป กูจะไปกับหมอตั้น”

ฉันกลั้นน้ำตาจนจมูกตีบตัน ตาร้อนผ่าว เมื่อได้ยินป้ายันพูดถึงไก่ไทยใส่น้ำปลา ป้ายันเจ็บป่วยปางตายยังมีแก่ใจคิดถึงคนอื่น ความรักความเมตตาที่ป้ายันมีต่อทำให้ความรู้สึกเกินกว่าคำว่าซาบซึ้งพุ่งพรวดเต็มใจฉัน น้ำตาเจ้ากรรมทะลักออกมาจนได้ ฉันก้มหน้าไม่ให้ใครเห็น ชาวบ้านทั่วไปเขาถือ ไม่ให้ร้องไห้เมื่อมาเยี่ยมคนเจ็บ

แม่สามีส่งข่าวมาว่า ป้ายันสิ้นใจอย่างสงบ หลังจากฟังพระสวดส่งวิญญาณในสองวันต่อมา

lll

ฉันรู้ว่าการเป็นนักเขียนนั้นยากลำบากยิ่งนัก เรื่องสั้นที่เราบรรจงเขียนแล้วเขียนอีกแก้แล้วแก้อีกจนดูดี เมื่อส่งไปให้ท่านบรรณาธิการนิตยสารต่างๆพิจารณา สิ่งที่เกิดขึ้นในประสบการณ์ของฉันคือ เงียบหายไป เราไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น เงียบเพราะกำลังจะผ่านการพิจารณา หรือไม่ผ่านการพิจารณา อยากรู้ใจจะขาดว่า งานเขียนของเรานั้นเป็นอย่างไรดีเพราะเหตุใด ไม่ดีเพราะเหตุใด จะได้ปรับปรุงให้ผ่านเกิดเป็นนักเขียนกับเขาได้ แต่ที่สุดฉันก็ทำใจปลงตกสรุปว่า ฉันโง่ไปเอง เรื่องจะให้นักเขียนใหม่ผ่านเกิดหรือบอกทางแก่นักเขียนหน้าใหม่นั้นไม่ใช่หน้าที่ของท่านบรรณาธิการ ด้วยท่านมีงานมากมายอยู่แล้วในการบริหารนิตยสารของท่าน มันเป็นหน้าที่ของคนอยากเป็นนักเขียนต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนหาทางเอาเอง

เกือบสองปีก่อนในงานจิบชา-เสวนาคนวรรณกรรมของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยครั้งหนึ่ง ฉันมีโอกาสไปร่วมเพราะเผอิญไปประชุมทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลวชิรฯตรงข้ามกับสมาคมฯ พี่พยาบาลคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเขียน รู้ว่าฉันสนใจจึงชวนไปร่วม หลังงานเลิกนักเขียนอาวุโสท่านหนึ่งพูดถึง ท่านบรรณาธิการนิตยสาร‘นักเขียน’ ซึ่งเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ สร้างแรงใจมหาศาลแก่นักเขียนหน้าใหม่ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีท่านบรรณาธิการลักษณะนี้นอกจากอดีตท่านบรรณาธิการที่มีสโลแกนว่า“ตะกร้าสร้างนักเขียน”ฉันฟังด้วยความประทับใจ มั่นหมายว่าจะส่งเรื่องสั้นของตนเองไปลงนิตยสารนักเขียนนั้น

เกือบครึ่งปีต่อมาฉันพยายามผลิตเรื่องสั้นได้สองเรื่อง อ่านเองแล้วน้ำตาย้อยน้ำตาเล็ดตามประสาคนใจอ่อนอย่างฉัน จริงๆแล้วอาชีพหมอนั้นใจแข็งนอกอ่อนในทั้งนั้น ใจแข็งเมื่อเราพูดเสียงมั่นคงบอกญาติคนไข้ว่า ญาติคุณป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่มีโอกาสรักษาหายแล้ว ขณะที่หัวใจอ่อนยวบ โธ่เอ๋ยคนไข้ที่น่าสงสารลูกเต้าก็ยังอายุน้อยไม่น่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเลย อย่างไรก็ตามกับคนไข้นั้นฉันเองน้อยครั้งนักที่ใจอ่อนจนน้ำตาไหล เพราะหลักสูตรของการเป็นหมอสอนไว้ฝังอยู่ในจิตใจว่า ต้องแยกอารมณ์ให้ออกเมื่อรักษาคนไข้ อย่าผูกพันกับคนไข้มากเกินไป เพราะจะทำให้เราผิดหวังและเป็นผลเสียต่อร่างกายและจิตใจของคนเป็นหมอ

เมื่อส่งเรื่องสั้นทั้งสองเรื่องไปนิตยสารนักเขียนดังกล่าว เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งผ่านเกิด ผ่านเกิด-คำนี้ฟังแล้วน่าดีใจกระไร หลายคนแสดงความดีใจกับฉันว่า คุณผ่านเกิดเป็นนักเขียนแล้ว แต่ใครก็ไม่รู้ว่า เบื้องหลังคำโปรยหัวเรื่องที่ท่านบรรณาธิการนิตยสารนักเขียนให้เครดิตกับนักเขียนนั้น ความงดงามของเรื่องสั้นของคุณ ผ่านการปรับปรุงแต่งเติมจากท่านบรรณาธิการโดยละเอียด เรื่องของฉันเปลี่ยนชื่อ ปรับปรุงวรรคตอน ตัวหนังสือ และถ้อยคำบางคำ อย่างที่ฉันไม่เชื่อว่ามีบรรณาธิการคนไหนจะให้เวลากับนักเขียนผู้ที่แทบไม่มีโอกาสเป็นนักเขียนมาก่อนเช่นนี้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้นท่านให้ความเห็นมาว่า เรื่องไม่กระชับ ฟังเท่านั้นฉันหลับตาเห็นความเยิ่นเย้อพรรณนาน้ำท่วมทุ่งของตนเองได้ดี

เวลาผ่านไป ฉันเริ่มฮึกเหิมกับการผ่านเกิด ตะลุยเขียนเรื่องสั้นจำนวนหนึ่ง ปรับปรุงสำนวน

จากบทเรียนที่ได้รับ ส่งเรื่องสั้นไปตามนิตยสารต่างๆ เรื่องสั้นของฉันเริ่มผ่านการพิจารณาลงนิตยสารต่างๆบ้าง

เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ฉันส่งเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องไปให้ท่านบรรณาธิการนิตยสารนักเขียนพิจารณา พร้อมกลอนอวยพรปีใหม่ ฉันได้รับกระดาษสีขาวมีเส้น ลายมือหวัดแต่อ่านง่ายตอบมาว่า

คุณชัญวลี ศรีสุโข

ขอบคุณสำหรับคำพรปีใหม่ที่เขียนให้อย่างดี ถือเป็นพลังสร้างสรรค์และกำลังใจร่วมกัน

เรื่องสั้นเรื่องใหม่ของคุณได้รับแล้ว จะได้อ่านพิจารณาต่อไป แม้บางชิ้นไม่ได้ตีพิมพ์ ก็อย่าท้อถอย แง่มุมที่นำมาเขียนอยากให้ดูสถานการณ์ที่เข้มข้น และแปลกออกไปในแง่มุมมอง เหตุการณ์บางอย่างถ้าเลือกให้ดี ก็ยังมีจุดสะเทือนใจให้เขียนถึงไม่มีที่สิ้นสุด

ขอ“พลังสร้างสรรค์”เป็นคำพรมาถึงคุณในปีใหม่นี้

บรรณาธิการนิตยสารนักเขียน

อ่านแล้วกำลังใจของนักเขียนต๊อกต๋อยเกิดใหม่แต่จะโตหรือไม่ก็ยังไม่รู้อย่างฉันเพิ่มพูน ฉันใช้เวลานานในการเขียนเรื่องที่ตนคิดว่าดีอีกหนึ่งเรื่องส่งไปที่นิตยสารนักเขียน

สองเดือนก่อน ฉันเปิดอินเตอร์เนตเข้าไปในห้องสมุดของ pantip.com เห็นกระทู้เรื่องว่า นิตยสารนักเขียนได้ถึงแก่กาลอวสานแล้วด้วยปัญหาหลายด้านที่สะท้อนมาจากเรื่องเงินๆทองๆ ฉันนิ่งอึ้งด้วยความตกใจไม่เคยระแคะระคายเรื่องราวมาก่อน เมื่อติดตามข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร คอลัมน์ซุบซิบวรรณกรรมอีกหลายเล่มพบว่าเป็นความจริง อนิจจา ถ้าตอนนี้ฉันยังไม่ผ่านเกิดในนิตยสารนักเขียน ฉันจะดิ้นรนไปทางไหนกันจึงจะผ่านเกิดได้

ฉันเขียนจดหมายไปแสดงความเสียใจ รำพึงรำพัน ในฐานะสมาชิกของนิตยสารนักเขียนแม้ไม่รู้จักท่านบรรณาธิการและท่านผู้จัดการนิตยสารเป็นส่วนตัวเลย ฉันได้รับจดหมายจากท่านในบ่ายวันหนึ่ง แกะอ่านเมื่อตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จ

ท่านบรรณาธิการผู้นั้นตอบมาว่า

คุณชัญวลี ศรีสุโข

ขอบคุณที่เป็นห่วงใยในทุกสิ่ง

นิตยสารนักเขียนนั้นคงต้องอำลาไปก่อน ด้วยสาเหตุที่คุณคงทราบแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรในฐานะที่ผูกพันกับนิตยสารนักเขียน ก็แสดงได้ทุกประการ

ไม่ว่าอวสานของนิตยสารนักเขียนจะลงเอยอย่างไร ขอให้คุณอย่าได้ท้อถอยที่จะเขียนหนังสือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ชัญวลี ศรีสุโข ได้ผ่านเกิดในนิตยสารนักเขียนแล้ว และต่อไปคงจะเติบโตแกร่งกล้าในวรรณภพ เรื่องที่ส่งมาอีกสองเรื่องสุดท้ายก็ถือว่าใช้ได้ สั่งสมพลังสร้างสรรค์ไว้ไม่ให้ขาด ขอเป็นกำลังใจอยู่ข้างเคียง

อดีตบรรณาธิการนิตยสารนักเขียน

น้ำตาฉันหยดลงกระดาษสีขาวใบนั้น ความรู้สึกซึ้งใจเกินกว่าคำว่าซึ้งใจพุ่งพรวดแน่นอก หัวใจตีบ ตื้นตัน ยิ่งคิดความสะเทือนใจยิ่งพลุ่งพล่าน อนิจจานิตยสารนักเขียนกำลังล้มหายตายจาก ความทุกข์ระทมของท่านบรรณาธิการก็คงเต็มอก ยังมีแก่ใจมาอวยพรให้กำลังใจแก่นักเขียนไร้ชื่อแสนกระจอกคนหนึ่ง ยิ่งคิดฉันยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จนต้องหลบไปพักที่ห้องพักแพทย์หลังห้องตรวจคนไข้ กลัวคนไข้ว่าหมอเป็นโรคประสาท

สามีฉันรีบมาดูอาการเมียเมื่อพยาบาลโทรศัพท์ไปตามว่า“หมอชัญวลี ไม่รู้เป็นอะไร”เขาเขย่าหัวฉันถามอย่างห่วงใย

“หวิว เป็นอะไร”ยิ่งทำให้น้ำหูน้ำตาฉันไหลพรั่งพรู

“ไม่เป็นอะไร…ฉันพูดด้วยความยากลำบาก…หวิวสงสารป้ายัน”สามีฉันขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าอย่างงงๆ ป้ายันตายไปหลายเดือนแล้ว เดาว่าเขาคงคิดว่าเป็นธรรมดาของอารมณ์คนเลือดจะไปลมจะมา

สามีที่รัก…จริงๆฉันไม่ได้โกหกเลย ความรู้สึกของฉันในขณะนี้ ไม่ต่างจากวันที่ไปเยี่ยมป้ายันที่กำลังป่วยหนักเลยแม้แต่น้อย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *