NOT ANYTHING, NOT ANYLOVE : ชมพูคณิต ปัทมดิลก

เรื่องสั้น

ความฝัน

ฉันปล่อยให้ดวงตาของเราทั้งสองได้จูบไล้ซึ่งกันและกัน นิ่งนาน-ล้ำลึกพระเจ้าทรงรู้ดีว่าฉันไม่สามารถถอนจูบครั้งนี้ได้ ด้วยร่างของฉันเร่าร้อนราวกับเปลวไฟ แม้ว่าเราไกลเกินกว่าจะกอดโลม โอ…..ดอกไม้ของฉันผลิบานแล้ว

ดวงใจปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร มิต้องการคำจำกัดความมันเป็นสัมผัสแรกที่ก่อให้เกิดความรู้สึกในสิ่งที่ไม่รู้จัก เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ ฉันเชื่อว่าสิ่งนี้มิอาจเกิดขึ้นด้วยกาลเวลา ด้วยหากมิใช่ฉันและเขาแล้ว ต่อให้เนิ่นนานมากเพียงใดก็มิอาจรู้สึก

บางขณะฉันจูบเขายามเผลอ ไล่สายตาจากปลายคางขึ้นไปที่ริมแก้ม หน้าผากและจงใจหยุดที่ดวงตาเศร้าเจือหวานคู่นั้น ทั้งที่แน่ใจว่าความอิ่มเอมจะไม่ปรากฏ เพราะปรารถนาซ้อนปรารถนาทุกครั้งที่ถอนจูบ ความปรารถนามีค่ามากกว่าการได้มา ฉันวางความรู้สึกเร่าร้อนนั้นไว้ที่เดิม ด้วยรู้ดีว่าความรู้สึกโหยหา และหวนไห้ยามระลึกถึงเป็นน้ำหวานแห่งชีวิต ฉันจึงค่อยๆ วางอารมณ์ขณะนั้นไว้ที่ซึ่งไม่มีใครสัมผัสได้ แม้แต่เขา

ความรู้สึกกระสับกระส่ายรบกวนยามเอนตัวลงนอน เทียนสีม่วงเริ่มร้องไห้ขณะที่เผาตัวเอง ฉันจ้องดูมันล้อเล่นกับผนังสีขาว ลมระเบียงแทรกกายเข้ามายั่วยุให้เปลวเทียนเต้นระบำ ฉันผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยโยคะโดยเริ่มต้นที่ท่าศพ สูดลมหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธีและกำหนดจิตไว้ที่นั่น อยู่ในท่านั้นมากกว่าสี่สิบห้านาที แต่มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ที่สุดก็ต้องยอมแพ้ ปล่อยให้ดวงตาร้ายกาจคู่นั้นมีอำนาจเหนือตัวเองแม้ยามหลับตา

“ไม่เป็นไรหรอก” ฉันปลอบตัวเอง

“ถ้ามันลึกเกินไปกว่านี้ล่ะ” จิตสำนึกโต้แย้ง

“เอาเถอะ…” ใครจะรู้ดีไปกว่าฉัน ฉันเถียงกับตัวเองอย่างอ่อนล้าด้วยกำลังดิ่งลึกลงสู่ภวังค์และหลับลึกไปกับความฝันอันสับสน

หญิงสาว

สองแขนอ่อนล้าราวกับจะหมดแรง ฉันกำลังจะหมดแรงด้วยความปรีดาพร้อมพยายามนึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน จำได้ว่ากำลังจะเคลิ้มหลับไปกับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังจะมีอำนาจเหนือ ใช่แล้ว…ก่อนหลับกลิ่นควันเทียนยังกำจาย

แต่ขณะนี้เล่า…….

ในแสงสีขาวใครบางคนเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ ความลางเลือนเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นร่างคุ้นตา-คุ้นใจ เขาเดินใกล้เข้ามาใจฉันระทึกราวกับว่าสิ่งที่คาดหวังและรอคอยกำลังเกิดขึ้นในบัดดล เขายื่นบางสิ่งบางอย่างให้และยืนเคียงข้าง

สองแขนอ่อนล้าราวกับจะหมดแรง ทว่า-ดวงใจยินดีแบกรับ เขายื่นเด็กหญิงเล็กๆ นัยน์ตากลมโตขนตายาวระยับจมูกโด่งเป็นสัน ผมหยิกเป็นลอน ผิวสีชมพูคนหนึ่งสู่อ้อมแขนฉัน ฉันรับเข้ามาแนบอก พลันได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ซ่าน อยู่ภายใน

ริ้วซ่านในอกนี้คำว่า “รัก” ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด

เด็กหญิงเงยขึ้นมองหน้า ก่อนที่จะยิ้มทั้งปากทั้งตาและซบลงบนไหล่ เสียงอ้อแอ้ดังแผ่วไพเราะราวกับระฆังเงินดังออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ก่อนที่เธอจะซุกหน้าเล็กๆ ที่ซอกคอ มือจิ๋วจับปอยผมของฉันม้วนเล่นไปมาจนหลับ

เขากระซิบบางอย่างที่ข้างหู

ชายหนุ่ม

ผมรู้สึกถูกรบกวนและรำคาญที่เห็นเธอจ้องมอง เธอทำเช่นนี้นานมากกว่า 6 เดือน ในระยะแรกผมคิดว่าไม่นานเธอก็เบื่อไปเอง หรือทิ้งตาให้ผมสักฉับสองฉับแล้วก็พร้อมไปหัวหกก้นขวิดกับผม แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ เธอเอาแต่มองโดยที่ไม่ทำอะไรสักอย่าง ส่วนผมก็แบกความขี้เกียจไว้เต็มหลังเลยทีเดียว ที่จะสานต่อ ฉะนั้นอย่าถามนะว่าเธอคือใคร เพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอสักอย่าง เอ้อ-จะว่าไปแล้วผมเองต่างหากที่ไม่สนใจใคร่รู้

แต่เชื่อไหมว่าบางครั้งผมรู้สึกว่าชีวิตขาดบางสิ่งบางอย่างไป เมื่อไม่ได้เห็นตาวับๆ คู่นั้น ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมยอมรับตรงๆ เลยก็ได้ว่าบางครั้งผมเป็นฝ่ายนั่งจ้องเธอ ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรอก แต่ผมก็บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร

“คุณเคยหลงใหลกิริยาขวยอายของผู้หญิงบ้างไหม”

“คุณเคยแทบคลั่งเพราะความเร่าร้อนที่ซ่อนไว้มิดเม้นด้วยกิริยาสงบนิ่งของพวกเธอหรือเปล่า”

ครับ ผมกำลังจะบอกว่าผมกลัวเหลือเกิน กลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในสภาพนั้น ใช่ว่าไม่เคยรู้จัก ผมยังจำความรู้สึกรักและสูญเสียของรักครั้งก่อนได้ดี ผมไม่แน่ใจว่าจะรักใครได้เท่านั้นอีกหรือเปล่า วันนี้เริ่มรู้สึกว่าการได้นั่งมองเธอเป็นกิจวัตรของชีวิตไปซะแล้ว แต่ก็ยังยืนยันว่าผมถูกรบกวน โดยเฉพาะเวลาแห่งความสุขส่วนตัว บางค่ำคืนที่กำลังดื่มด่ำความสุขแสนหวานอยู่กับหญิงสาวของผม หรือแม้แต่ในวงเหล้า ไม่รู้ว่าทำไมเธอต้องเข้ามาวุ่นวายในชีวิตผม บางทีสัญชาตญาณก็ทำให้ผมปรารถนาที่จะหลับนอนกับเธอให้มันรู้แล้วรู้รอดไป บางอารมณ์ผมก็อยากเอื้อมมือไปลูบผมเธอเบาๆ เท่านั้น ผมเป็นบ้าไปแล้วกระมัง

คืนหนึ่งผมเมามากชนิดที่เรียกว่าโคตรเมาก็ว่าได้ กว่าจะหลับ โลกหมุนจนรู้สึกเหมือนจะตาย หลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้และเริ่มฝัน…….

…….หญ้ายังคงเอนไหว หัวใจคงไหวเอน เบนตามทิศทางยามเมื่อลมพัดพา พื้นดินมีปี ฟ้ามีเดือนดารา ลมหวนมาฉันพบเธอไหวเอน อยู่ด้วยแรงอ่อนไหว ด้วยหัวใจชื่นชม ลมและหญ้า หญ้าและลม เสรี คืนวันผันเปลี่ยน มาชั่วนาตาปี ลมหวิวหวี่ พัดลีลาไหวเอน…….

ผมไม่เคยได้ยินอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย เสียวนี้แว่วมาไกลๆ ไม่รู้ว่าทำไมผมต้องเดินตามเสียงนี้ไป

ตามไปด้วยความรู้สึกเหมือนกับตัวเองมีปีก-บินไป ระยะทางนั้นไกลเหลือเกิน ขณะที่ตัดสินใจว่าจะหันหลังกลับ ก็มีกระแสลมอันแสนอบอุ่น พยุงใต้สองปีก ตัวเริ่มเบา ผมเชิดหน้าขึ้นและบินตามเสียงนั้นไป เบื้องล่างนั้นหญิงสาวกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่งนั่งโล้ชิงช้าเถาวัลย์อยู่ใต้ต้นไม้กลางทุ่งโล่ง เธอนุ่งผ้านุ่งผืนยาวมีดอกชบาแซมผม ผมบินข้าและต่ำลงเรื่อยๆ แน่ชัดว่าเสียงนั้นดังอยู่รอบตัวเธอทั้งสอง ลมที่พยุงใต้ปีกของผมกลับกระจายออกมาระบัดอยู่รอบตัว

วินาทีนี้ผมอยากนอนหลับตานิ่งๆ อยู่ใกล้เธอ วางเด็กหญิงเล็กๆ คนนั้นไว้บนอก เสียงฟ้าดังครืนครางมาไกลๆ กลิ่มลมฝนชวนให้รู้สึกวาบหวาม เธอค่อยๆ ชายตามาทางผม พร้อมเสียงเสียดสีของดอกหญ้าดังแผ่วๆ ว่า

…..พื้นดินมีปีฟ้ามีดวงดารา ลมหวนมา ฉันพบเธอไหวเอน…..

ความจริง

เขา : การงานยุ่งเหยิงอยู่ทุกวัน ผมก้มหน้าก้มตาจนจะเป็นวัว ภาระมากมายไหนจะเรื่องงาน ไหนจะหญิงสาวที่ผมต้องไปตามนัดอยู่ทุกวี่ทุกวัน (ดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องไป) ไหนจะเพื่อนกับวงเหล้าอีกล่ะ แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนไปยุ่งขิงกับเธอได้

แล้วก็เป็นเรื่องจนได้ เพื่อนมันดันท้าพนันว่าใครจะคว้าเธอไปงาบก่อนได้ ผมก็นึกสนุกไปกับเขาด้วย แต่มีข้อแม้ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปแบบประชาธิปไตย พรุ่งนี้ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั้ง

ขณะที่ขับรถกลับบ้าน นึกสงสารเธอขึ้นมา จะว่าไปแล้วไอ้ที่พลั้งปากไปพนันกับเขาน่ะ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ผมรู้ผู้หญิงมีไว้ให้รัก ผมเปิดกระจกยกแขนขึ้นท้าวประตูโดยให้มันตั้งฉากกับพื้นโลก ลมดึกเย็นรื่น เธอเคยรักใครหรือเปล่านะผมสงสัย ความอยากรู้ก็ทะยอยตามมาอีกเรื่อยๆ จากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้ มีบางเรื่องที่คาดเดาคำตอบล่วงหน้า แล้วก็ต้องรู้สึกเสียดอกนิดๆ หัวใจเต้นผิดปกตินิดหน่อย ผมหายใจลึกเข้าไปในอก แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมา ไตร่ตรองความรู้สึกช้าๆ

เอ๊ะ—หรือว่าเธอต้องการให้ผมเป็นฝ่ายรุก

เธอ : ระยะนี้เขาเป็นอะไรไปนะ แววตาของเขาทำให้ฉันรู้สึกเย็นเยียบยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก อะไรจะบอกความรู้สึกร้อนหนาวได้ดีเท่าความรู้นี้หนอ หรือว่าทั้งหมดที่ผ่านมา ฉันเข้าใจคลาดเคลื่อนไปเอง อาจจะเป็นไปได้เพราะบางที ความเย็นชาก็คือการทักทายที่บริสุทธิ์ใจ เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรก็ได้ ฉันรู้สึกหนึบๆ ในใจ

เอาเถอะ..อย่างน้อยๆ ถ้ายอมให้เขาเข้ามาใกล้อีกนิด ฉันจะได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกคน ใช่แล้ว… ฉันปรารถนาเพื่อนชีวิต

“มิ่งมิตร ลงเรือชีวิตกับฉันไหม” ฉันจะถามเขาดีไหมหนอ ยอมรับการปฏิเสธได้ไหม ดอกไม้กลีบแหว่งวิ่นก็เคยเห็นบ่อยไปนี่นา บางทีท้องฟ้าสีผิดเพี้ยนเรายังชมว่าแสนงาม แล้วทำไมเรื่องแค่นี้จะเกิดขึ้นกับชีวิตฉันไม่ได้ แม้ว่าจะเศร้าใจบ้างก็ช่างเถอะ คิดได้เช่นนี้ ฉันก็โอบกอดและปลอบตัวเองว่า

….ฉันเกิดมาเพื่อที่จะถูกค้นพบ และทะนุถนอม….

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *