ขอบคุณวันเก่าที่เรา(จะไม่)ลืม

นามปากกา รินบุญญา
ตีพิมพ์ สิงหาคม 2540 THE BOY
หล่อนเห็นเขาจากจอโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เปล่าหรอก ….เขาไม่ใช่นักร้อง ไม่ใช่นักแสดง ไม่แม้แต่จะเป็นนายแบบสมัครเล่น แต่เขาเป็นลูกชายนักธุรกิจชื่อดังที่กำลัง “ฟุ้ง” อยู่กับกระแสการเมืองยามนี้

ถ้าหล่อนจะชื่นชมเขาอยู่บ้างนั้น… ก็คงไม่ใช่เพราะว่าหน้าตา “ม่อกๆดำๆ” ของเขาแน่ ยังเสื้อผ้าสุดเซอร์ของเขาอีก แต่……(เอานิ้วเคาะขมับเบาๆ) ตรงนี้ ตรงที่ความคิดเขานี่ไง

แม้ไม่อาจถ่ายทอดความคิดของเขาทุกถ้อยคำ แต่คงจะเป็นความประทับใจโดยรวมๆมากกว่า ท่าทาง นิ่งๆดูใจเย็น สันโดษพิลึก

นอกจากการหลงใหลในรูปลักษณ์ชั่วครู่ชั่วยามแล้ว คนอย่างหล่อน “อิสรียา” คนนี้ ไม่เคยชื่นชม นับถือผู้ชายคนใดได้สนิทใจเลย

คงเพราะทิฐิละกระมังที่ทำให้มองผู้ชายที่เข้ามาอย่างไม่ให้เกียรติ ถือตัวว่าสูงส่งกว่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่า หากหล่อนไปรักใคร–ก็จะสิ้นศักดิ์ศรีเสียอย่างนั้น

หรือจะให้บอกตัวเองว่า ..รวยก็ไม่เท่าไหร่ งานการก็ยังไม่ใหญ่โต ไม่ได้สวยจนผู้ชายต้องสยบแทบเท้า ยังทำหยิ่งอยู่บนคานอยู่ได้อย่างไร …คงรู้ตัวว่าทำไม่ได้ เพราะอย่างนี้ –กี่คนผ่านมาแล้ว หล่อนก็ปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่อินังขังขอบ.. ไม่มีอาการอกหัก อกเดาะกับใครเขา เพราะที่แท้แล้วหล่อนไม่เคย “รัก” ใครเลย

“แกมันเจ้าอารมณ์ หน้าไหนมันจะมามัวทนว้า” ประโยคนี้วาตีเพื่อนซี้เคยว่าไว้

เลยต้องแอบถอนใจให้กับอนาคตสาวแก่ของตัวเองอีกเฮือก ก่อนจะสาวเท้าออกจากลิฟท์เพื่อเข้าบริษัทโฆษณาที่หล่อนเป็นคนเขียน คำโฆษณาน้องใหม่

ตำแหน่งอะไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะบางครั้งบางคราวเมื่องานเร่งทั่วหน้า หล่อนก็กลายสภาพเป็นเออี เป็นรีเซพชั่นได้ทันใจ

มีงานตัวใหม่เข้าบริษัทอีกเช้านี้ หล่อนคงไม่ตื่นเต้นนักหรอก ถ้างบไม่สูงจนน่าตกใจขนาดนี้ ก็โฆษณา เบนซ์นี่นะ จะฟอร์มกระจอกได้อย่างไร หล่อนไม่ได้นึกขวางหรอก จะขวางไปทำไม ในเมื่อมีงบฯสูง กำไรของบริษัทก็ตามมามากเห็นๆ นั่นก็ชี้ถึงโบนัสงามๆของพนักงานอย่างหล่อนด้วยนี่นา

หล่อนเข้าห้องประชุมอันเป็นวาระประจำวันตั้งแต่สี่โมงเช้าจนถึงห้าโมง หรือเที่ยงตรง การตกลงในเรื่อง พรีเซนเตอร์ยังไม่สรุปผลออกมา บ้างก็ว่าจะใช้นักร้องขวัญใจตลอดกาลที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยสดๆร้อนๆ บ้างก็เสนอชื่อของดาราหนัง ดาราละครที่กำลังโด่งดังมากมายหลายคน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรผลักดันให้หล่อนหลุดปากเสนอชื่อเขาออกไปหน้าตาเฉย

ที่ประชุมเลยอึ้งไปนิดหนึ่ง นิดนึงจริงๆ แต่แล้วพอนึกหน้ากันออก ก็เริ่มมีคนชอบใจตามหล่อนไปด้วย ก็แหม….ถ้าเขาแต่งตัวสะอาดตากว่านี้หน่อย จะสมาร์ตเสียจนดาราหลายคนชิดซ้ายเลยทีเดียว

คืนนั้นหล่อนเลยอารมณ์ดีกลับมาบ้าน นอนเขลงดูโทรทัศน์รายการดึกสบายใจ นึกถึงว่าถ้าหากเขายอม มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้จริงๆ โอ๊ย…แค่คิดก็ปลื้มจะแย่

หล่อนแทบจะโดดผึงขึ้นจากเตียงเมื่อพบว่ารายการที่กำลังดูอยู่นั้นมีแขกรับเชิญซึ่งคือคุณพ่อของเขา นั่นเอง คงต้องรอตอนท้ายๆของรายการ บางทีเขาคงออกมาร่วมพูดคุยกับพิธีกรด้วยละมัง…… แต่ช่วงนี้บทสัมภาษณ์ได้กล่าวถึงชีวิตครอบครัว อีกทั้งยังมีการนำเอารูปภาพในวัยเด็กจนกระทั่งวันรับปริญญาที่อังกฤษของเขามาให้ได้ชมด้วย แค่นี้ก็เพิ่มคะแนนในใจหล่อนไปอีกโขแล้วล่ะ นี่สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายที่กำลังชมรายการนี้อยู่เหมือนกันกับหล่อน จะมีใครสักคนเป็นอย่างหล่อนไหมนะ

เมื่อรายการดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พิธีกรก็ได้เชิญเขาออกมาจริงสมใจหล่อน ยังเซอร์ๆผมยาวๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีหนวดเครารุงรังรอบกรอบคางเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว ที่ไม่อยากหรือกล้าคิดเข้าข้างนักก็คือ –หล่อนว่าเขาดูหล่อขึ้นน่ะซี

….เจ้าความชื่นชมนี่มันช่างทำให้คนเราตามัวได้จริงๆนะ เพราะหากถามคนอื่นๆแล้วละก็ รับรองได้เลย กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”

เถอะน่า…..ก็หล่อนชอบใจเขานี่นา ลองได้ประทับจิตติดใจเข้าขนาดนี้แล้ว ถึงเขาจะหล่อน้อยกว่านี้ สักกี่เท่าก็ช่างปะไร แต่ว่าเลิกฝันเสียตอนนี้จะดีกว่ามั้งเรา เพราะสภาพหล่อนตอนนี้ไม่ได้มีช่องทางใดเลยที่จะไปทำความรู้จักกับเขาได้ แต่ว่าจะได้เห็นตัวจริงสักครั้งหรือไม่ ก็ยังต้องรอลุ้นผลของที่ประชุมว่าจะเลือกเขาเป็นพรีเซนเตอร์ไหม แล้วบางทีเขาเองอาจไม่ยอมมาเป็นให้ก็ได้ แต่ต่อให้ได้เจอกันแล้ว จะเป็นอย่างไรเล่า ก็แค่ร่วมงานกันเพียงไม่กี่วัน แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปเป็นเพียงสายลมพัด

….เช้าวันใหม่ แค่หล่อนก้าวเท้าเข้าบริษัท ข่าวดีก็วางรอบนพานอยู่แล้ว

“เฮ้ย…ตี! อย่าล้อเล่นน่า เดี๋ยวหัวใจวาย” หล่อนทวนคำบอกเล่าอย่างตื่นเต้น “เดี๋ยวเราเข้าไปคุยกับเจ๊อร เองแล้วกัน”

วาตีไม่ได้ล้อหล่อนเล่น หล่อนรู้ดีแก่ใจ แต่ได้ฟังหัวหน้าใหญ่บอกย้ำอีกที คงจะชื่นใจดีไม่น้อย แถมยัง มีมติให้หล่อนเป็นคนติดต่อเขามาทดสอบหน้ากล้องเองอีกด้วย

การนัดหมายทางโทรศัพท์ผ่านไปโดยราบรื่น ถึงแม้หล่อนจะประหม่าจนแทบกลั้นหายใจเมื่อได้ยิน เสียงสัญญาณตอบรับ ใจเต้นระรัวแทบปะทุออกนอกอก ยิ่งพอเขาพูดสายกับหล่อนเป็นคำแรก หล่อนก็แทบกรี๊ดสลบ

แล้วก็รอ รอ รอ อย่างใจจดใจจ่อให้ถึงวันกำหนดนัดหมายให้เขามารับการทดสอบหน้ากล้อง เฝ้า พะวักพะวงคิดถึงแต่วันนั้น ไม่เป็นอันทำอะไร จนอดขำตัวเองไม่ได้ที่คลั่งเขาปานนี้

…พอถึงวันจริงเข้า หล่อนก็มีอาการชอบกลเสียมากมาย เดินวนเวียน งุ่นง่านตั้งแต่เช้า กำหนดนัดนั้น…. บ่ายสอง แต่ใจหล่อนมันลอยไปหาเขาเสียก่อนแล้ว พอเข้างานภาคบ่ายก็นั่งไม่เป็นสุข เพราะร้อนอาสน์เหลือนักแล้ว แอบลงไปรอหน้าตึก ขึ้นๆลงๆหน้าลิฟท์อยู่หลายรอบ แต่หลบอยู่เหมือนกัน เพราะยังกลัวเขาเห็นอยู่

เขาลงจากรถแล้ว กำลังจะเดินเข้ามาในอาคาร หัวใจหล่อนแทบจะหยุดเต้น ก็เขาน่ารัก หล่อนไม่ได้เข้าข้างจนเกินไปหรอกนะ ถ้าจะลดความรุงรังลงอีกสักนิด นิดเดียวก็เหลือจะพอ

เอาแล้วไง ถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เขินจนทำอะไรไม่ถูก รีบโทรฯเรียกยายวาตีลงมาต้อนรับแทน แล้วหาทางเลี่ยงไปตรงนั้นตรงนี้ เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากัน สักพักหล่อนก็แอบแวบไปดูเขาทดสอบกัน ก็ไม่เลวเท่าไหร่นักหรอก…นายคนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้แข็งทื่อ เป็นท่อนไม้อย่างอีกหลายๆคน ไม่โอเว่อร์แอคติ้งจนเกินไปอีกด้วย เอ….นี่หล่อนลำเอียงอีกหรือเปล่านะ

กลับออกมานั่งทำสคริปบอร์ดต่อด้วยใจกระวนกระวาย เผลอแสดงอาการเหม่อ จนทำอะไรเผลอๆไผลๆ ให้เพื่อนฝูงหยอกล้อได้อยู่หลายครั้ง หล่อนไม่อาจระงับใจที่สั่นรุนแรงด้วยอารมณ์กระเจิดกระเจิงได้อย่างง่ายดาย จึงได้แต่ก้มหน้าทำงานไปเงียบๆไม่มองใครอีก

แต่แล้วเสียงเรียกที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นข้างโต๊ะทำงานของหล่อน

“คุณหยาครับ”

พอหล่อนเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นแต่เพื่อนๆร่วมงานอมยิ้มมองมาทางหล่อนอยู่ก่อนแล้ว อิสรียารีบหันขวับไปทางซ้ายมือตนเองด้วยสังหรณ์ใจ แล้วใจหล่อนก็ต้องกระตุกวาบเมื่อพบสายตาที่มองเป๋งมายังหล่อนของเจ้าของเสียง

“คะ??” พอตั้งสติได้ หล่อนก็รีบตอบรับ คิดในใจว่า เจ๊อรคงให้เขามาติดต่อเรื่องงานตัวใหม่กับหล่อน

“คุณมีอะไรก็เชิญพูดมาได้เลยค่ะ หรือจะขอดูรายละเอียดของงานคะ” หล่อนพยายามยิ้มหวานอย่าง รวบรวมกำลังใจเต็มที่

“คุณจำผมไม่ได้จริงๆด้วย” เสียงนายรูปหล่อพูดเหมือนตัดพ้อ

เลยเล่นเอาหล่อนงงเป็นไก่ตาแตก หมายความว่าอย่างไรกันนี่

“ทำไมจะจำไม่ได้หละคะ ในเมื่อดิฉันเป็นคนติดต่อนัดหมายคุณเอกด้วยตนเองเลยนะคะ”

“คุณเองหรือนี่ โธ่!!” เขาทำหน้าเหมือนเสียดาย “ถ้าผมรู้เสียก่อน คงได้เจอและคุยกับคุณไปหลายวันแล้ว”

หล่อนชักตกใจ นี่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาหรืออย่างไร

“หยาจ๊ะ” เจ๊อรเข้ากู้สถานการณ์ “ช่วยไปทานของว่างเป็นเพื่อนพรีเซนเตอร์คนใหม่ของเราหน่อยซีจ๊ะ… นะ ช่วยเจ๊ดูแลที คุณเอกเขารีบร้อนมา ยังไม่ได้ทานกลางวันด้วยซ้ำนะนี่ น่ารักจริง…….”

วลีสุดท้ายเห็นจะเป็นคำพูดชื่นชมที่พรีเซนเตอร์คนดีไม่ทำให้เจ๊อรเสียเวลานั้นแหละ

เขาหันมายิ้มกับหล่อน “ไปเป็นเพื่อนผมหน่อย หิวจะแย่แล้ว”

โธ่…มีหรือหล่อนจะไม่อยากไป ความตื่นเต้นนั้นล้นหลากจนแทบจะระงับไม่อยู่แล้ว แต่ความงุนงงดูจะ มีมากกว่า เอาเถอะ เจ้าชายอุตส่าห์ขี่ม้าขาวมารับถึงโต๊ะทำงาน ถ้าปฏิเสธก็ออกจะใจจืดไปหน่อย

จนเมื่อได้นั่งทานอาหารด้วยกันไปสักพักแล้ว หล่อนจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจในเหตุผล

“ก่อนที่ผมจะไปเรียนที่อังกฤษ ผมยังเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่อยู่ได้สักปีหนึ่ง ช่วงนั้นก็นึกสนุกตามเพื่อนๆ ไปทำงานวิจัย ทำได้ไม่นานเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็นานพอที่จะ…” เขายิ้ม มองหน้าหล่อน “…ได้พบสาวน้อยช่างพูดคนนึงทุกครั้งที่เข้าบริษัท แต่ไม่มีโอกาศได้รู้จักพูดคุยกัน และเธอเองก็ไม่เคยเห็นผมเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งผมกับเธอมักเข้าฟังสรุปงานคนละตัวกันอยู่เสมอ ผมเล่ามาเพียงเท่านี้…. คุณคงรู้ดีใช่ไหมว่า..ผมหมายถึงใคร”

…ปัดโธ่เอ๋ย ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ถึงไม่ต้องบอกมาตรงๆ หล่อนก็รู้อยู่เต็มอกว่าคนที่เขาพูดถึงนั้นจะ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวหล่อนเอง นี่เป็นโชคดีของหล่อนหรือเปล่า ที่หล่อนมาหลงรักผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเฝ้านึกถึงตัวหล่อนมาตลอดหลายปีโดยที่หล่อนไม่เคยได้รับรู้แม้แต่น้อย โชคชะตาช่างเล่นตลกเอากับหล่อนเสียจริง

แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนย่อมต้องขอขอบคุณวันคืนเก่าๆในชีวิตนักศึกษาที่ช่วยให้หล่อนได้สมหวัง แม้ว่า ความรักของเขาจะเดินทางมาช้ากว่ากำหนดถึงห้าปีกว่าก็ตาม

ผีเสื้อเริงระบำ อยู่กับใบไม้ร่วง

รไมยา

ไม่รู้ ว่าเสียงสูงต่ำที่สิ้นสุดลงจะเรียกว่าเพลงหรือไม่ แต่ฉันก็เห็นความพยายามนั้นนานหลายนาที ก่อนที่เจ้าของกีตาร์คลาสสิกจะวางมือแล้วเดินลับไป สายตาฉันจ้องมองเจ้าเครื่องดนตรีชนิดนั้นที่สงบนิ่งอยู่ ท่าทีหยิ่งผยองเหมือนจะท้าทายอยู่ในที ฉันตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ามาชิดใกล้ ลูบคลำความใหม่ของมันก่อนจะพรมนิ้วลงไปบนเส้นสายโดยไม่ใส่ใจระดับเสียงใดๆ ทุกสิ่งเกิดจากใจ มันเป็นบทเพลงที่มิได้เกิดจากคีตกวี ไร้ตัวโน้ตกำกับ ทว่ากังวานเสียงที่ทำลายความเงียบอยู่นั้นกลับตรึงความรู้สึกของผู้เฝ้ามองอยู่เบื้องหลัง

“เพลงอะไรคะนั่น”
เด็กสาวหย่อนกายลงนั่งตรงหน้าและมองเรียวนิ้วที่ดีดสายกีตาร์อย่างสนใจ
“บทเพลงไม่มีชื่อและเล่นได้ครั้งเดียว”
ฉันตอบแล้วนิ้วก็หยุดการเคลื่อนไหว ส่งคืนเครื่องดนตรีให้เจ้าของ
“น่าจะเล่นต่อ เพราะออกค่ะ”
“เป็นเพราะใจเธอรื่นรมย์น่ะสิ ก็เลยเปิดรับอะไรได้ง่าย เอาเลย ซ้อมต่อไปนะคนดี ดึงความรู้สึกนั้นออกมาจากใจ”
ฉันบอกเธอ ขยับตัวจากเก้าอี้ไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ปรายตามองสาวน้อยที่จ้องตัวโน้ตไม่กระพริบตา ท่าทางนิ่งอยู่ราวกับจะรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ค่อยๆ พรมปลายนิ้วลงแตะเส้นสายอย่างระมัดระวัง สีหน้าเธอรู้สึกถึงความผิดเพี้ยนของกังวานเสียงที่เกิดขึ้น ความวิตกกังวลปรากฏอีกครั้ง เสียงขาดลงแล้วเริ่มต้นใหม่ สีหน้าพลอยยุ่งยากใจ ฉันอดยิ้มไม่ได้ ดีใจหนักหนาที่เดินพ้นออกมาจากกรอบบังคับเหล่านั้นได้ ฉันล่วงรู้ถึงอิสระอันไร้ขอบเขต การเล่นดนตรีของฉันเป็นการเล่นด้วยใจ ไม่มีตัวโน้ตใดๆ คอยกำกับ เหมือนที่ฉันเป็นผู้เขียนบทชีวิตเอง

ผ่านกาลเวลาเริ่มต้นแล้วและกำลังดำเนินต่อไปตามครรลองโดยมีเจ้าของลมหายใจเข้าออกผ่านร่างนี้เฝ้ามอง….สักวันสิ่งที่เป็นอยู่นี้ก็จะหยุดนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ต้องเร่งรัด เรียกร้อง หากวันหนึ่งวันนั้นรออยู่แล้ว วันนี้เป็นวันหนึ่งในฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้าส่องกระทบสรรพสิ่งอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม เพียงแต่ฉันมีโอกาสเลือกที่จะยืนอยู่ใต้ชายคา ผิวซีดขาวจึงไม่ได้สัมผัสเปลวแดดเริงแรงนั้น

ดอกไม้กลีบบางที่เห็นเผยอกลีบสดใสรับไอร้อนผ่าวอย่างหาญกล้าท่ามกลางมวลไม้นานาพันธุ์ มีบ้างที่ทำตัวสลด ย่อกายลงอ่อนล้าไม่อาจขัดขืนแสงตะวันกล้าได้ ดูความเป็นดอกทานตะวัน – 2 – นั้นเถิด เผชิญหน้าท้าทายจนกว่าเจ้าแห่งท้องฟ้าจะลับเลือนไป อย่าถามว่าทำไมดอกทานตะวันต้องหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์เสมอ ไม่มีคำตอบ ธรรมชาติของดอกไม้ชนิดนี้เป็นเช่นนั้นเอง ฉันเชื่อว่า ธรรมชาติของปวงสรรพสิ่งได้จัดสรรมาอย่างดีแล้ว อย่าค้นหาคำอธิบายใดๆ เลย

….ฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน วันเวลาที่ฉันมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อาจน้อยกว่าใครบางคนและก็อาจมากกว่าใครอีกหลายคนที่เขาจากพรากไปก่อนหน้านี้ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง ก่อเกิดแล้วแตกดับ ไม่เห็นมีอะไรคงทนอยู่ได้แม้แต่จักรวาลอันยิ่งใหญ่

… เสียงที่คุ้นเคยเบียดแทรกเสียงดนตรี ฉันหยิบโทรศัพท์รับเสียงอีกฝ่าย ก้าวเดินไปหยุดที่ริมระเบียง
“อีกสิบนาทีจะไปถึงนะ พร้อมรึยัง”
“พร้อมสิ”
ฉันตอบด้วยความมั่นใจ จากนั้นก็รอคอยการปรากฏตัวของเพื่อนผู้ห่วงใย ถึงกำหนดนัดหมายกับผู้ดูแลร่างกายฉัน เขาเป็นผู้เฝ้ามองและติดตามความเสื่อมถอยของร่างกายที่ไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้นาน ฉันนึกขอบคุณความห่วงหาอาทรนั้น มันไม่ได้เกิดจากหน้าที่อย่างเดียว หากความรู้สึกทั้งมวลที่มีให้ฉันกลับซึ้งใจยิ่ง ไม่ใช่ฉันเพียงผู้เดียวหรอกที่ได้รับความกรุณาเมตตาจากเขา คนไข้รายอื่นๆ ก็เช่นกัน
“พี่ไปก่อนนะ เพลง”
ฉันร้องบอกสาวน้อยซึ่งพยักหน้ารับทราบพร้อมโบกมือลาก่อนจะหันไปใส่ใจเส้นสายตรงหน้า ฉันอดยิ้มไม่ได้กับภาษากายที่เธอแสดงออก เธอจะไหวมือสักกี่ครั้งหนอในการลาจากกันชั่วนิรันดร์

ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่งในรถ เพื่อนผู้แสนดีก็ทักขึ้นว่า
“ไงหน้าตาสดใสดีนี่”
“จะได้ไปพบคุณหมอหล่อและแสนดี ทำหน้าโทรม ๆ ได้ไง”
ฉันหัวเราะ พลางมองสองข้างทางราวจะจดจำทุกสิ่งไว้

เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ฉันได้รับคำตอบเดิมๆ พร้อมทั้งถ้อยคำที่ให้กำลังใจแก่กัน มันเป็นวิตะมินชีวิตที่เจ้าของไข้หมั่นเติมให้แก่คนไข้ที่มีวันเวลาเหลือน้อยลงทุกที
“ไปไหนต่อดีล่ะ”
“ไปแวะคุยกับพัดดีไหม อยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ตามทุ่งนา”
เพียงเอ่ยปาก เพื่อนรักของฉันก็ออกรถมุ่งหน้าไปนครนายกทันที เราจะไปเก็บบรรยากาศท้องทุ่งที่ยังหลงเหลืออยู่

รถวิ่งไปตามพื้นผิวที่ขรุขระ ไม่ช้ามันก็สงบนิ่งอยู่ใกล้แนวกระถินสูง เราต้องลงเดิน เพื่อลัดเลาะแนวไม้ไปยังบ้านหลังนั้น ครั้งที่ผ่านมาจำได้ว่ามีน้ำเจิ่งนองเต็มไปหมด ต้องใช้เรือพายข้ามไปถึงบ้าน หากวันนี้พื้นดินแห้งสนิท บางส่วนแตกแยกให้เห็นร่องรอยความแล้งของฤดูกาลที่เป็นอยู่
“น่าผิดหวังเสียจริงที่พัดไม่อยู่” เพื่อนฉันบ่นพึม
“งั้นเราไปเดินเล่นดีกว่า ไปที่ตรงนั้นไง มีบึงน้ำใส มีต้นหว้าสูง มีชิงช้าไม้ให้เรานั่งเล่น”

ฉันเสนอเพื่อนก็ตอบสนองทันที ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฉันป่วย หากเธอเป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นขัดแย้งกับฉัน เธอเป็นคนใจดีและสงบเย็นยามอยู่ใกล้ทุกเมื่อ หลายคนจึงหนีร้อนมาพึ่งไอเย็นจากเธอ คุณค่าในตัวเธอจึงจับใจฉันมานานวัน หนทางข้างหน้าในภพใหม่ จะได้พบเธอผู้แสนดีคนนี้อีกหรือไม่หนอ…ฉันเริ่มนับจำนวนผู้คนที่อยากพบอีกในใจ
เหลวไหลเสียจริง ถ้าฉันอยากพบ ฉันก็ควรไปพบพวกเขาเสียในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ฉันยังมีโอกาสอยู่นี่

ฉันกับเพื่อนย่ำรอยเท้าไปตามคันนา สัมผัสกลิ่นธรรมชาติของท้องทุ่ง
“ฉันจะเก็บภาพเธอไว้ให้เต็มห้อง แม้ว่าในใจฉันจะมีเนื้อที่มากมาย”
“เธอพูดได้จับใจฉันเสียจริง”
ฉันหัวเราะแล้วยิ้มชื่นในอิริยาบถต่างๆ ให้เพื่อนได้บันทึกภาพเก็บไว้ดูยามที่ร่างนี้เคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว

เราพากันเดินไปหยุดที่ใต้ต้นหว้าสูงใหญ่ ฉันหยุดยืนมองมันอยู่เป็นนาน นึกถึงกิ่งแข็งแรงที่ขึ้นไปป่ายปีนเมื่อครั้งมาที่นี่ใหม่ ๆ ความสนุกสนานและรสชาติเฝื่อนของผลหว้ายังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าครั้งนี้จะไม่มีผลหว้าให้เห็นแต่ฉันไม่เคยลืมผลเล็ก ๆ สีดำมะเมื่อมที่จับพราวทั่วกิ่งก้าน ไม่มีภาพใดจางหายไปจากชีวิตฉัน…ไม่มีเลย

ฉันนั่งเอนกายพิงต้นหว้ามองดูเพื่อนสนุกกับการโยนตัวบนชิงช้าไม้ ปากก็ส่งเสียงขับเพลงโปรดของเธอ แล้วเสียงนั้นก็ชะงัก มีคำพูดแทนที่ขึ้นว่า
“อยากได้เพลงอะไรก็บอกนะ”
ฉันได้แต่ยิ้ม มีบทเพลงไหนอีกนะที่ฉันไม่เคยร้อง ครั้นริมฝีปากอีกฝ่ายปิดสนิท ฉันเป็นฝ่ายเริ่มต้นเพลง santa lucia แล้วไม่ช้าก็มีเสียงประสานตามมา ท่วงทำนองกังวานไปทั่วท้องทุ่ง เราสุขใจเสมอที่ได้เอ่ยเอื้อนบทเพลงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไม่รู้เบื่อ พอสิ้นเสียงเพลงของเรา ฝูงกาก็เริ่มบรรเลงบทเพลงของตัวเองบ้าง มันไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะเอ่ยชมหรือด่าทอกับเสียงที่แผดจ้าผ่านลำคอนั้น
“ฉันรู้จักคนๆ หนึ่ง เขาอยากมีผืนดินสักห้าหมื่นไร่” ฉันเริ่มต้นเล่าเรื่อง
“ใครอีกล่ะ ฉันรู้จักไหม” ฉันส่ายหน้า
“เขาเป็นเพื่อนที่ดี เพื่อนที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยแต่เขาฝันจะมีที่ถึงห้าหมื่นไร่ เขาบอกว่าคนเรามีสิทธิ์จะฝันได้ ฉันถามเขาว่ามีไปทำไมตั้งมากมาย เขาบอกว่าเพื่อสรรพสัตว์ในโลกนี้ ในที่ของเขาจะปลูกป่าด้วยต้นไม้ทุกชนิด ไม่ซ้ำกัน จะขุดสระคูคลองหนองบึงเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ กบ เขียด คางคก อึ่งอ่างและสารพัดสัตว์จะได้มีที่อาศัย แล้วที่กว้างๆ อย่างนี้ ฝูงนกจะได้บินผ่านโฉบไปมาอย่างอิสระและไม่ชนกันตกลงมาตาย แต่เธอเชื่อไหม ป่านนี้เขายังไม่มีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองเลยนะ เขาเป็นคนดี เขาคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง เขาจะกันผืนป่าไว้เพื่อสัตว์พวกนั้น”
“ความคิดเขาตลกดีนี่ เป็นนักอนุรักษ์หรือไง”
เพื่อนฉันหัวเราะ ฉันเองก็เคยหัวเราะมาก่อน นึกขันความคิดประหลาดของเขา ทว่าตอนนี้ฉันไม่คิดเช่นนั้นเลย
ฉันรู้ว่าเขาขังตัวอยู่ในป่าคอนกรีตมานานวัน ใจเขาโหยหาบ้านเกิดเมืองนอนในชนบทอันห่างไกล ผืนดินที่เคยเป็นของเขาถูกคนอื่นเข้าแย่งชิงและครอบครองไปแล้ว เขาไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้นเขาจึงฝันเช่นนั้นเสมอ…ฉันเข้าใจ คนเรามีสิทธิ์จะฝันกันได้

“มีคนใจดีผู้มั่งคั่งเคยเสนอที่ให้เขาสัก 300 ไร่ เพื่อให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ เขาว่าไงรู้มั้ย เขาปฏิเสธ”
“ทำไมล่ะ”
“เขาว่าไม่เอา ที่แคบเกินไป ไม่เหมาะกับปีกเสรีของนกเหล่านั้น…ความคิดเขาคมบาดใจฉันเสียเหลือเกิน”
ฉันหยุดหัวเราะเบาๆ นึกถึงเขาคนนั้น
“เขาน่ารัก ซื่อดี ฉันรู้ว่าเขาชอบฉัน กาลเวลาทำให้เขาชอบฉัน”
“แล้วไง ไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเขามาก่อนเลย เขาอยู่ไหนล่ะ”
“เขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ เขาไม่ใช่ผู้ชายในรสนิยมของฉัน เหตุผลเดียวคือเขาเชย…แต่เวลานี้ฉันว่าเขาเรียบง่ายในแบบฉบับของเขา ถ้าฉันรักเขาขึ้นมา มันก็จะเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวจริงไหม”
“แล้วเธอคิดว่าจะไปพบเขาไหม”
“คิดดูก่อนนะ จริงสิ ฉันน่าจะใส่รายชื่อเขาเป็นบุคคลที่ห้าที่ฉันอยากพบ”
ฉันหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา ใช้หัวดินสอลบรายชื่อบางคนออกแล้วใส่ชื่อเขาแทนที่
“ฉันคิดว่าฉันมีเวลาทันในการได้พบเขาอีกครั้ง”
“กี่คนแล้วที่เธอจดรายชื่อไว้”
“สิบคน”
“อือม์ แล้วผู้ชายสักกี่คนที่เธออยากพบ”
“ห้าคน เขาเป็นคนสุดท้ายพอดี”
“พอดีกับนิ้วมือที่เธอมีเลยนะ อยากรู้ว่าเขาถูกจัดอันดับให้เป็นนิ้วไหนของเธอ”
ฉันยกนิ้วโป้งให้เพื่อนดูแทนคำตอบ แล้วทำท่าประกอบด้วยการเอานิ้วทั้งหมดสี่นิ้วโค้งเข้าหานิ้วโป้งแทนคำอธิบาย และคาดว่าเพื่อนฉันจะเข้าใจ แต่ก็ถูกแย้งว่า
“ไม่ใช่แล้ว เธอต้องวางเขาเป็นอันดับหนึ่งในเมื่อเขาคือนิ้วโป้ง”
“ไม่ เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ฉันคิดถึงเขาในแต่ละวัน เวลาที่ฉันมีปัญหา ฉันมักขอคำปรึกษาจากเขาคนเดียว ฉันอาจมีเพื่อนมากมายแต่คนที่ฉันได้ข้อคิดดี ๆ คือเขาคนนี้ เขาจึงเป็นนิ้วโป้งสำหรับฉันไง”
เพื่อนฉันพยักหน้ารับรู้ เธออาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนิ้วทั้งห้าของฉันก็เป็นได้

“มีเพื่อนคนไหนอีกที่เธอซุกซ่อนไว้”
“อยากรู้หรือ” ฉันอมยิ้ม ปากก็เริ่มเล่า
“เราพบกันโดยบังเอิญ เขาดูเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต เขามีความคิดละเอียดที่อาจไม่เหมือนใครและก็ดูเหมือนเขาอยากจะแตกต่างจากใครๆ ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบ เขามีบางสิ่งคล้ายฉันและเขาพยายามซุกซ่อนไว้”
“อะไรหรือ”
“อารมณ์ศิลปินไง ฉันและเขาเหมือนกันตรงที่เป็นผู้ขาดทุนทางอารมณ์ หวั่นไหวได้ง่ายแม้เพียงมองระลอกพลิ้วของสายน้ำ หยาดฝนโปรย ท่วงทำนองดนตรีที่ไพเราะ หรือแม้แต่ตัวหนังสืองดงามแฝงความคิดอันลึกซึ้ง แต่เขาปฏิเสธเสมอมา เพียงเพราะเขาอยากแตกต่างจากคนทั้งโลกหรือแม้แต่ฉัน แต่ฉันก็ชอบเขานะ พบเขาไม่เท่าไหร่เลย เขาเข้ามานั่งอยู่กลางใจฉันได้ไงไม่รู้ แล้วฉันก็เอ่ยปากอำลาเขา”
“ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าเธอชอบเขามากขนาดไหน ทำไมจึงบอกลาเขาล่ะ”
“ฉันกลัวว่าวันต่อไป ฉันจะรักเขาจนถอนใจจากไม่ได้น่ะสิ”
“แล้วเขาว่าไง”
“เขาไม่พูดอะไรสักคำ เราจากกันด้วยความไม่เข้าใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ลืมหรอก ฉันเตรียมคำพูดไว้ให้เขาแล้ว”
“เธอจะบอกลาเขาชั่วนิรันดร์ใช่มั้ย”
“ไม่ ฉันจะบอกเขาตามตรงว่าฉันชอบเขาและจะขอคงความรู้สึกนั้นไว้ ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะมีความรู้สึกนั้นให้ฉันไหม” ฉันหัวเราะ นึกถึงวันที่จะได้เผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในใจฉัน
“ฉันชักอยากเห็นเขาแล้วสิ…”
“ถ้าโชคดีนะ ต้องได้เห็นเขาแน่”

“คนต่อไปล่ะ”
เพื่อนฉันมีดวงตาเป็นประกาย อยากฟังในสิ่งที่ฉันเล่าเป็นครั้งสุดท้าย
“ผู้ชายคนนี้เขาเป็นคนดี เป็นแฟมิลี่แมน…”
“ว้า เธอเผลอใจไปชอบผู้ชายมีครอบครัวแล้วได้ยังไงเนี่ย”
“แค่ชอบจะผิดอะไรล่ะ” ฉันเถียง เพื่อนจึงพยักหน้าหงึกๆ ให้เล่าต่อ
“เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ในแต่ละวันเราทั้งคู่จะเป็นผู้มาถึงที่ทำงานแต่เช้าตรู่ และแทนที่จะส่งยิ้มกันอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งเขาจึงแวะทักถาม ฉันรีบให้คำตอบ เพื่อเขาจะได้มีประโยคต่อไปถามฉันอีก คำสนทนาของเราจึงเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครรู้ แต่แววตาฉันปิดไม่มิดหรอก มีเพื่อนสังเกตเห็น เขาเองก็เช่นกัน… เรามีความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน ให้ดวงตาที่ดี ให้น้ำใจที่ดี ให้น้ำเสียงที่ไพเราะแก่กัน…ก็แค่นี้เอง เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่วันเวลาของเราก็จบลงเพราะฉันได้งานใหม่และเขาสนับสนุนให้ฉันก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่านั้น เราพูดโทรศัพท์กันปีละครั้ง ก่อนวันสิ้นปีจะผ่านพ้นไป และฉันคิดว่า ฉันจะเลือกใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
“ฉันไม่อยากคิดถึงวันนั้นเลย”
“ดีแล้วละ ฉันเบื่อที่จะต้องพบกับวันสิ้นปีแล้วก็วันเริ่มต้นปีใหม่อีก ฉันคิดว่ามันพอเพียงสำหรับฉันแล้ว”
ฉันนึกถึงผู้ชายที่ดูภูมิฐานคนนั้น เขามีส่วนที่ละม้ายพ่อของฉัน อกกว้างของเขาดูอบอุ่นและน่านิ่งซบเป็นเวลานาน ฉันรู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดี บางเวลาฉันนึกอยากเป็นลูกสาวเพื่อจะได้กอดเขาไว้และได้ไออุ่นจากเขาในแต่ละวัน

“เงียบไปทำไมล่ะ เล่าต่อสิ” เธอคะยั้นคะยอ พลางนับนิ้วว่าฉันเอ่ยถึงผู้ชายไปกี่คนแล้ว
“เขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนแรกในใจฉัน แล้วเขาก็ทำให้ฉันมีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ในใจ ฉันรู้ว่าเขาชอบฉันและฉันก็รักเขา แต่พลังความรักในใจฉันมันไม่เท่ากับแรงผลักดันในใจเขาที่จะกวาดผู้หญิงทั้งโลกไว้ในอ้อมกอด”
“เจ้าชู้ละสิ”
“คงงั้นมั้ง เขากอดผู้หญิงได้ทั้งที่ไม่รัก เขาเป็นอย่างนั้น จิตเขาลื่นไหลไปมา วันนี้อาจพอใจกับผู้หญิงคนนี้ พรุ่งนี้ความรู้สึกของเขาก็จะเปลี่ยนไปอีก จิตเขาไม่เคยนิ่งได้เลย แต่รู้มั้ย ข่าวคราวที่ฉันได้รับ ตอนนี้ชีวิตเขาพบกับความสงบนิ่งแล้ว เขาก้าวเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาศาสนาอันสงบเย็น ก็ดีแล้ว ฉันจะพาเธอไปกราบลาท่านในเร็ววันนี้”
“ทีนี้ก็ถึงคนสุดท้ายสักที”
“ใช่ คนสุดท้าย น่าแปลกที่ฉันคิดถึงเขาเป็นคนสุดท้าย แต่เขากำลังจะเป็นคนที่ฉันต้องการไปพบเป็นคนแรก”

ใบไม้สีน้ำตาลไหวตัวลงสู่พื้นดินด้วยลีลางดงามยิ่งนัก ใบแล้วใบเล่า…ร่วงพรูลงสู่พื้น ฉันแหงนขึ้นไปมองตามกิ่งก้าน พบใบไม้สีเหลืองอยู่ประปรายท่ามกลางความเขียวขจี ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะสละตัวเองด้วยลีลาดุจเดียวกัน วงจรของธรรมชาติและเป็นความงามของชีวิต เหมือนดักแด้ตัวนั้นที่เฝ้ารอวันเวลาเหมาะสมก่อนจะขยับตัวดิ้นรนออกมาสู่โลกภายนอกด้วยปีกอันงดงามแล้วบินจากที่เดิมไปสู่โลกอันเสรีของมัน นั่นไง
ฉันพบผีเสื้อตัวนั้นขยับปีกช้าๆ แล้วโฉบลงไปที่กลางดวงดอกไม้ ลิ้มรสน้ำหวานจนอิ่มเอมใจแล้วจึงขยับปีกเล็ก ๆ วนไปมาอย่างร่าเริงใจ ไม่ผิดกับวันเยาว์วัยเก่า ๆ นั้น
แต่บัดนี้ฉันกลายเป็นใบไม้สีเหลืองไปเสียแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็จะปลิดจากกิ่งก้านร่วงลงสู่พื้น…

“ในบรรดาผู้ชายที่ฉันรู้จักเขาเป็นคนเดียวที่แสดงเจตนาจะนอนกับฉัน” ฉันอดหัวเราะไม่ได้ นึกถึงแววตาเขา
“อะไรนะ”
“ใช่ เขาเป็นคนเดียวที่มีหลักการบ้าๆ อย่างนั้น เวลาพบกัน ฉันรู้ว่าสายตาเขาจับจ้องเนื้อตัวฉันที่ส่วนใดบ้าง” ฉันหัวเราะ
“มันอาจมีแววหื่นกระหายรักอยู่บ้างแต่ก็ดีไม่ใช่หรือที่เขาไม่คิดเก็บงำมันไว้ เขาเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งและก็ดูจริงใจดีเหมือนกัน”
“เธอก็… คิดอะไรอย่างนั้น”
“ไปเถอะ ฉันโทร.บอกเขาแล้วว่าฉันจะไปพบเขาในวันนี้ ฉันจะอยู่ทานข้าวมื้อค่ำกับเขา เราจะพูดคุยกันอย่างหมดเปลือก ฉันจะได้ตอบคำถามเขาสักทีว่าทำไมฉันจึงไม่เคยอยากให้เขามาเป็นคู่รักของฉัน”
เพื่อนผู้แสนดีขับรถไปส่งฉันที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง
“ฉันจะมารับเธอนะ โทร.บอกฉันเมื่อเธอพร้อมจะกลับล่ะ”
ฉันพยักหน้า ส่งสายตามองรถที่แล่นจากไป….

นาทีต่อไป ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พบพี่ปองยืนอยู่หน้าลิฟต์ เขารอฉัน ท่าทีประหม่า เขินอาย ฉันส่งยิ้มให้เขา เขาไม่ยิ้มหากรวบตัวฉันกอดเข้าไว้ในวงแขนจงใจแผ่ความอบอุ่นให้ฉันได้รู้สึก ฉันรู้ เขาอยากทำเช่นนี้มานานวันแล้ว

“We may give without loving,
but we cannot love without giving.”

เขาเปิดประตูห้องให้เห็นบรรยากาศในการต้อนรับฉัน ฉันมองดูโต๊ะอาหารเล็กๆ มุมห้อง มีเทียนสวยประดับประดา มีอาหารมื้อค่ำที่เขาบรรจงทำเพื่อฉัน แน่ละ เขาปรารถนาจะมีวันนี้ วันที่ฉันปราศจากฝุ่นผงในหัวใจ เปิดมันออกมาแล้วรับความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งในหัวใจเขาแทนที่
วันเวลาที่ผ่านมา ฉันบ่ายเบี่ยงการพบปะเขาตามลำพัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดวงตาที่เขาจ้องมองอย่างจริงจัง แน่ละฉันต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ฉันหนีมาตลอดชีวิต แต่น่าแปลกแววตาที่เขาเปิดเผยอย่างกระจ่างนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกคุ้นแล้วอยากเผชิญกับมันในวันนี้ ฉันตัดสินใจมาพบเขา…เพียงเพราะอยากตอบแทนความอดทนที่เขามีมาตลอด ที่สำคัญเขาแสดงให้ฉันเห็นแล้วว่าเขารอคอยฉัน ไม่เคยคิดหาใครมาแทนที่ เขาต้องการฉันเพียงผู้เดียวเท่านั้นให้เป็นส่วนเติมเต็มในชีวิตที่เงียบเหงาของเขา

อีกไม่นานค่ำคืนนี้ก็จะหมดลง ฉันจะไม่พูดอะไรมาก พรุ่งนี้เช้า เพื่อนสาวของฉันจะยิงคำถามไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นฉันก็พร้อมที่จะตอบคำถามเธอ แต่ตอนนี้ดูสิ แววตาที่เคยหื่นกระหายเปลี่ยนไปแล้ว เขามองฉันด้วยหัวใจรักที่ขังไว้นานวัน มันมีแววหวานไม่น้อยเลย…มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากร้องขอก่อนที่ลมหายใจจะหมดสิ้น ขอให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวาเหมือนผีเสื้อปีกบางตัวนั้น ก่อนที่ใบไม้ตรงหน้าเขาจะปลิดปลิวจากกิ่งก้าน…

ขอเถิดนะ พระอาทิตย์อย่าเพิ่งโผล่หน้ามาทักทายฉันได้ไหม