พัทยาล็อกดาวน์รอบ2 เปิดรันระบบเต็มรูปแบบ 8 จุด แก้ปัญหารถติด

จากกรณีก่อนหน้านี้ จ.ชลบุรี ประกาศล็อกดาวน์ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 โดยตั้งด่านปิดกั้นเส้นทางเข้า-ออก และตรวจคัดกรองอย่างเข้มข้นตั้งแต่ในวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่าเกิดปัญหาเรื่องการจราจรติดขัด ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

ล่าสุดเรื่องนี้ วันที่ 15 เม.ย. นายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และคณะผู้บริหาร ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดทดสอบระบบจุดคัดกรองอย่างเป็นทางการ โดยมีการสนธิกำลังหลายฝ่ายเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จากการตรวจสอบพบว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความสะดวกไม่มีปัญหามากนัก

ขณะที่การจราจรก็ไม่ได้ติดขัดแต่อย่างใด เนื่องจากมีการแบ่งเลนการเข้าออกที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่ไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมืองพัทยาชั้นใน สามารถวิ่งรถสัญจรผ่านไปได้โดยไม่ต้องทำการตรวจสอบหรือคัดกรองให้เสียเวลา ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่รับทราบถึงแผนปฏิบัติการดังกล่าวและได้มีการเตรียมเอกสารไว้แสดงแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

พัทยาล็อกดาวน์รอบ2

นายสนธยา กล่าวว่า เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก มีผู้คนอาศัยมากมายทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องเสริมมาตรการในการล็อกดาวน์ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ซึ่งดำเนินการควบคุมไปกับการตรวจหาบุคคลในกุ่มเสี่ยงด้วยอุปกรณ์ Lamp Test ซึ่งได้รับมอบจาก สสจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่นำร่องจำนวน 2,000 ชุด ที่สามารถรู้ผลการติดเชื้อได้ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง

พัทยาล็อกดาวน์รอบ2

ปัจจุบันได้ดำเนินการตรวจสอบไปแล้วกว่า 600 รายและพบผู้ติดเชื้อแล้ว 1 ราย ซึ่งได้ส่งตัวเข้าทำการรักษาและกักตัวตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนี้พบว่าไม่มีปัญหาเหมือนครั้งก่อน ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็จะมีการประชุมประเมินสภาพปัญหาในช่วงค่ำวันนี้ ก่อนมาทำการปรับใช้อีกครั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 14.00 น.วันที่ 16 เม.ย.นี้เป็นต้นไป

โควิดทำเดือดร้อน คนขับรถรับพระตกงาน เมียเพิ่งคลอด ถูกไล่จากห้องเช่า

วันที่ 15 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากครอบครัวผู้ได้รับความเดือดร้อน ตกงานจนถูกไล่ออกจากห้องเช่า จึงได้เดินทางไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ในซอยสุขาวดี 13 เขตเทศบาลนครสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร

พบครอบครัวสามีภรรยาและลูกอีก 2 คน คนโตอายุ 8 ขวบ และคนเล็กอายุ 26 วัน รวม 4 ชีวิต อาศัยอยู่ในบ้านเช่า โดยใช้ผ้าปูที่นอนกั้นเป็นห้องนอน สภาพน่าสงสาร

จากการสอบถาม นายเฉลิม มีเหมือน อายุ 28 ปี ผู้เป็นสามี ทราบว่า แต่เดิมบ้านเช่าแห่งนี้เป็นบ้านที่น้องสาวของตนมาเช่าอยู่พร้อมกับครอบครัวรวม 5 ชีวิต แต่หลังจากที่ตนและภรรยาตกงาน ทำให้ถูกเจ้าของห้องเช่าไล่ออก เนื่องจากติดค้างค่าเช่าหลายเดือน ตนจึงอพยพครอบครัว 4 ชีวิต มาขออาศัยอยู่กับน้องสาวเป็นการชั่วคราวก่อน เนื่องจากไร้ที่ซุกหัวนอน

นายเฉลิม เล่าด้วยว่า เดิมตนทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งสินค้าที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครสกลนคร ส่วนภรรยาทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า ต่อมาตนมีอาการซึมเศร้าจึงได้เข้าทำการตรวจรักษา โดยแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ต้องรักษาตัว เจ้าของร้านจึงให้ออกจากงานเนื่องจากเกรงกระทบกับการทำงาน ทำให้เหลือภรรยาทำงานเพียงคนเดียว

ต่อมาภรรยาได้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 เมื่อท้องใหญ่ขึ้น หัวหน้างานจึงแนะนำให้พักงานก่อน ทำให้รายได้ที่เคยมีหายไป ตนจึงได้นำรถกระบะของน้องสาวไปขับบริการพระเณรที่วัดแห่งหนึ่ง ทั้งรับส่งตามกิจนิมนต์ ซื้อข้าวของใช้ หรือไปกิจธุระอื่นๆ ได้รับความเมตตาจากพระเณรให้เป็นเงินตอบแทนครั้งละ 300 ถึง 500 บาท หรือให้ข้าวสาร อาหาร จากก้นบาตรมารับประทานในครอบครัวบ้าง แม้จะลำบากยากจน แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้าวปลาอาหารกินในครอบครัว

จนกระทั่งหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พระเณรก็ไม่มีกิจนิมนต์ใดๆ ประกอบกับมาตรการที่ให้คนหยุดอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด จึงทำให้ตนเท่ากับตกงานไปโดยปริยาย ทั้งสองคนสามีภรรยาไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ อาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนพิการของตนเดือนละ 800 บาท ประทังชีวิตเรื่อยมา ต่อมาภรรยาก็คลอดลูกคนเล็ก ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ยิ่งลำบากมากขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จนในที่สุดเจ้าของห้องเช่าก็ไล่ออกจากห้อง จึงต้องพากันอพยพมาขออาศัยอยู่กับน้องสาวที่บ้านเช่าแห่งนี้

นายเฉลิม กล่าวอีกว่า ตนและครอบครัวได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ประมาณครึ่งเดือนแล้ว ข้าวปลาอาหารการกินก็อาศัยกินกับครอบครัวน้องสาว ซึ่งก็มีภาระเลี้ยงครอบครัวของเขาอีก 5 ชีวิต มีคนใจบุญที่ทราบเรื่องก็บริจาคข้าวสาร อาหาร เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้มาให้บ้าง พอประทังชีวิต แต่ก็เป็นภาระให้กับน้องสาวและคนอื่นๆ และเมื่อมาคิดถึงชีวิตข้างหน้าที่ลูกๆ จะต้องเติบโตขึ้น จึงคิดจะหาอาชีพเลี้ยงครอบครัว แต่ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ เนื่องจากเป็นคนพิการ คิดจะไปขายน้ำอ้อยคั้นแต่ก็ขาดเงินทุนในการเริ่มต้น ทั้งค่าเครื่องคั้นน้ำอ้อย และเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 1 หมื่นบาท จึงอยากขอความเมตตาผู้ใจบุญ ช่วยเหลือครอบครัวของตน ได้มีโอกาสประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป

สำหรับผู้ใจบุญต้องการช่วยครอบครัวสามีภรรยาให้ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากนี้ สามารถโอนผ่านบัญชีนายเฉลิม มีเหมือน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรบินสัน สกลนคร บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 434 039275- 5