Baht strengthens but expected to be stable for now

The baht on Wednesday (March 25) opened at Bt32.84 to the US dollar, strengthening from Friday’s close of Bt32.90, and would move between Bt32.80 to Bt33.10 per US dollar, SCB Securities senior market strategist Jitipol Puksamatanan said

On Tuesday night, the market was supported by investors’ hopes of the US Congress passing a draft law for stimulating the economy.

The Dow Jones and the S&P 500 rose by 11 per cent and 9.4 per cent, respectively. Meanwhile, the US 10-Year Treasury increased by six basis points, or to 0.84 per cent. European bond yields grew by 2-12 basis points.

“Also, ‘Richmond Fed Manufacturer’ and ‘Markit US Composite PMI’ indexes have not decreased as sharply as were expected,” the strategist added.

The dollar started to weaken last night, compared to other main currencies. Moreover, the currencies moved by commodities prices, such as the Australian dollar, and those moved by the capital market, such as the Korean won, were ones with the most supporting power. “This would make an investment in Asia on Wednesday continually positive” he added.

In Thailand, the Monetary Policy Committee (MPC) would lower the interest policy by 25 basis points at this Wednesday’s meeting, since the domestic economy would contract more than previously expected.

Moreover, the central bank would issue other measures to help Thailand’s economy, such as forward guidance and targeted soft loans.

The baht on Wednesday would be stable in a narrow range, and weaken slightly in the afternoon due to investors speculating after the interest policy rate is lowered.

https://www.nationthailand.com/news/30384787

ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินตั้งแต่26มี.ค.-30เม.ย.

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีเนื้อหาว่า  โดยที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ประกอบกับในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโตยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการระบาดใหญ่

และขอให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเด็ดขาดยิ่งขึ้น การระบาดของโรคดังกล่าวจึงเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อ ควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุนสินคจำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนอันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน กรณีจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาขน และการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ราชอาณาจักร สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปควบคู่กัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 จนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2563…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/politics/764953

ทีมแพทย์พยาบาล ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลยะลา ร่วมกันตัดเย็บชุดสวมใส่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลา ว่า มีเฟซบุ๊กส่วนตัว ของผู้ใช้เฟซบุ๊ก รายหนึ่งซึ่งเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลยะลา ได้โพสภาพถ่าย ขณะกำลังช่วยกันตัดเย็บชุดป้องกัน เพื่อใช้สวมใส่ในห้องผ่าตัด โดยใช้เวลาหลังจากที่พักรับประทานอาหาร มาช่วยกันตัดเย็บชุด และทำหน้ากากพลาสติกใส่ สวมใส่ สำหรับใช้ในห้องผ่าตัด

โดยจากการสอบถามไปยังบุคลากรท่านหนึ่ง ก็ทราบว่า ทางทีมแพทย์ และพยาบาล รวมถึงบุคลากรในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลยะลา ได้ร่วมระดมทุนกันเองคนละเล็กละน้อย สมทบทุนซื้ออุปกรณ์ ทั้งผ้ากันน้ำ พลาสติกใส ฟองน้ำ และอุปกรณ์จำเป็นอย่างอื่น นำมาตัดเย็บเป็นชุดสวมใส่ป้องกันสำหรับการผ่าตัดผู้ป่วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ช่วยเหลือโรงพยาบาล และช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังรอการผ่าตัด

ซึ่งทีมแพทย์ และพยาบาลในห้องผ่าตัด โรงพยาบาลยะลา มีขวัญกำลังใจที่ดี และพร้อมที่จะรักษาผู้ป่วย สภาวะของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ แต่ทุกคนก็ต้องมีการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดการติดเชื้อ เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ของตนเอง และกลับบ้านไปพบกับครอบครัวที่รอให้กำลังใจอีกด้วย

พปชร.ซัดพท.-ก.ก.อย่าบิดเบือนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแก้โควิด

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสื่อ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ตนรู้สึกผิดหวังกับนายอนุสรณ์มาก ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด เล่นเกมการเมืองบนความทุกข์ของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เช่นนั้นจะเอาไม่อยู่ เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากเหมือนต่างประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ซึ่งได้หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์คิดคนเดียว เชื่อว่าคนไทยทั่วประเทศก็เห็นด้วย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนายอนุสรณ์คิดในแง่ลบได้ทุกเรื่อง จิตใจทำด้วยอะไร อยากให้นายอนุสรณ์กลับตัวกลับใจเสียใหม่ อย่าสักแต่จะค้าน หรือพูดเพื่อเป็นข่าวรายวัน อย่าเอาชีวิตของประชาชนมาเป็นเกมการเมือง ถ้าเป็นไปได้หยุดการเมืองไว้ก่อนจะดีมาก แล้วเอาสมองที่เหลืออยู่มาช่วยกันจะดีกว่า

สำหรับแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลก็เช่นเดียวกัน ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ไม่ได้ออกมาเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้ออกมาเพื่อควบคุมสื่อเหมือนที่พรรคก้าวไกลคิด เวลานี้เป็นเวลาแห่งการร่วมแรงร่วมใจในการช่วยกันฝ่าวิกฤต ไม่ใช่เวลาที่จะออกมาสร้างความขัดแย้งในสังคม ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ถ้ามือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำ วันนี้ขอให้ทุกพรรคการเมือง พักเรื่องการเมืองไว้ก่อน เอาบ้านเมืองก่อน ขอให้ถามตัวเองก่อนว่า วันนี้พรรคของท่านทำอะไรให้บ้านเมืองและประชาชนแล้วหรือยัง ไม่ใช่เคลื่อนไหวปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคม ยังไม่สายที่จะกลับตัวกลับใจ เมื่อคิดจะเป็นพรรคการเมืองใหม่แล้ว ก็ขอให้ช่วยกันทำเพื่อบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนไปด้วยกัน

อิตาลีหวนตายทะลุ700 แต่ยอดติดเชื้อแผ่วลง – ปรับผู้ฝ่ากฎแล้วนับแสน

โควิด:อิตาลีหวนตายทะลุ700 – เดลีเมล์ รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดในอิตาลี ว่า เมื่อ 24 มี.ค. ยอดรวมผู้เสียชีวิตภายใน 1 วันกลับไปสูงอีกเป็น 743 ราย เป็นสถิติสูงสุดอันดับสอง รองจากเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. ที่สูงสุด 793 ราย อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่ ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง

Medical and paramedical personnel of the retirement home Giovanni XIII, undergo coronavirus tests, after the death of a patient, in Rome, Tuesday, March 24, 2020. (Mauro Scrobogna/LaPresse via AP)

ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ของอิตาลีเพิ่มเป็น 6,820 ราย สูงที่สุดในโลก และห่างจากจีน อันดับสอง ออกไปเรื่อยๆ โดยผู้เสียชีวิตรายใหม่กลับไปทะลุ 700 รายอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งลดลงไปได้ เมื่อวันอาทิตย์มี 650 ราย และวันจันทร์ 602 ราย

ส่วนผู้ติดเชื้อสะสมมี 69,176 คน เพิ่มขึ้นภายในวันเดียว 5,249 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 8 นับว่าต่ำที่สุดนับจากมีรายงานผู้เสียชีวิตรายแรก วันที่ 21 ก.พ. แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังไม่กล้าสรุปว่า อิตาลีพ้นภาวะเชื้อระบาดสูงสุด หรือพ้นจุดพีกแล้วหรือไม่

An empty street leads to the ancient Colosseum, in Rome, Tuesday, March 24, 2020. (AP Photo/Andrew Medichini)

แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับทางการที่จะอยู่แต่ในบ้าน ยังมีผู้ฝ่าฝืนจนถูกจับปรับมาแล้ว 100,000 คน ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันนายกเทศมนตรีหลายเมือง ต่างโพสต์คลิปตำหนิคนที่ยังดื้อดึง ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม อย่างมีอารมณ์ บางรายต้องเดินไปห้ามคนพบปะ เล่นปิงปองกันด้วยตนเอง บางคนต่อว่าคนที่ไปตามช่างทำผมเข้าไปทำผมที่บ้าน พร้อมตั้งคำถามว่า จะทำสวยทำไมถ้าต้องไปนอนในโลง จะมีใครเห็นหรืออย่างไร ว่าตอนนั้นทรงผมสวยเป๊ะหรือไม่ (คลิป)

สำหรับทางการนครมิลานใช้กฎเข้มปรับทันที 5,000 ยูโร หรือราว 1.7 แสนบาท สำหรับคนที่ฝ่าฝืนออกนอกบ้านโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอจากที่ทางการอนุญาตให้ออกมาซื้ออาหารเท่านั้น

อัตติลิโญ ฟอนตานา ผู้ว่าการแคว้นลอมบาร์เดีย พื้นที่เชื้อแพร่ระบาะสูงสุดให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กอร์ริแยร์ของอิตาลี ว่าถึงตอนนี้ยังเห็นคนออกมาอยู่ในที่สาธารณะมากเกินไป

Coffins await on scaffolding in the Crematorium Temple of Piacenza, Northern Italy, saturated with corpses awaiting cremation. (Claudio Furlan/LaPresse via AP)

“ผมเห็นทั้งคนที่ออกมาเดินเล่น กับคนที่หายใจต่อไปไม่ได้” นายฟอนตานา กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้มงวดกว่าเดิมอีก ขณะที่รัฐบาลพิจารณาจะเพิ่มค่าปรับผู้ฝ่าฝืนขึ้นอีก