พัทยาล็อกดาวน์รอบ2 เปิดรันระบบเต็มรูปแบบ 8 จุด แก้ปัญหารถติด

จากกรณีก่อนหน้านี้ จ.ชลบุรี ประกาศล็อกดาวน์ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 โดยตั้งด่านปิดกั้นเส้นทางเข้า-ออก และตรวจคัดกรองอย่างเข้มข้นตั้งแต่ในวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่าเกิดปัญหาเรื่องการจราจรติดขัด ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

ล่าสุดเรื่องนี้ วันที่ 15 เม.ย. นายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และคณะผู้บริหาร ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดทดสอบระบบจุดคัดกรองอย่างเป็นทางการ โดยมีการสนธิกำลังหลายฝ่ายเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จากการตรวจสอบพบว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความสะดวกไม่มีปัญหามากนัก

ขณะที่การจราจรก็ไม่ได้ติดขัดแต่อย่างใด เนื่องจากมีการแบ่งเลนการเข้าออกที่ชัดเจน ส่วนผู้ที่ไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมืองพัทยาชั้นใน สามารถวิ่งรถสัญจรผ่านไปได้โดยไม่ต้องทำการตรวจสอบหรือคัดกรองให้เสียเวลา ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่รับทราบถึงแผนปฏิบัติการดังกล่าวและได้มีการเตรียมเอกสารไว้แสดงแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

พัทยาล็อกดาวน์รอบ2

นายสนธยา กล่าวว่า เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก มีผู้คนอาศัยมากมายทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องเสริมมาตรการในการล็อกดาวน์ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ซึ่งดำเนินการควบคุมไปกับการตรวจหาบุคคลในกุ่มเสี่ยงด้วยอุปกรณ์ Lamp Test ซึ่งได้รับมอบจาก สสจ.ชลบุรี เป็นพื้นที่นำร่องจำนวน 2,000 ชุด ที่สามารถรู้ผลการติดเชื้อได้ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง

พัทยาล็อกดาวน์รอบ2

ปัจจุบันได้ดำเนินการตรวจสอบไปแล้วกว่า 600 รายและพบผู้ติดเชื้อแล้ว 1 ราย ซึ่งได้ส่งตัวเข้าทำการรักษาและกักตัวตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนี้พบว่าไม่มีปัญหาเหมือนครั้งก่อน ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็จะมีการประชุมประเมินสภาพปัญหาในช่วงค่ำวันนี้ ก่อนมาทำการปรับใช้อีกครั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 14.00 น.วันที่ 16 เม.ย.นี้เป็นต้นไป

โควิดทำเดือดร้อน คนขับรถรับพระตกงาน เมียเพิ่งคลอด ถูกไล่จากห้องเช่า

วันที่ 15 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากครอบครัวผู้ได้รับความเดือดร้อน ตกงานจนถูกไล่ออกจากห้องเช่า จึงได้เดินทางไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ในซอยสุขาวดี 13 เขตเทศบาลนครสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร

พบครอบครัวสามีภรรยาและลูกอีก 2 คน คนโตอายุ 8 ขวบ และคนเล็กอายุ 26 วัน รวม 4 ชีวิต อาศัยอยู่ในบ้านเช่า โดยใช้ผ้าปูที่นอนกั้นเป็นห้องนอน สภาพน่าสงสาร

จากการสอบถาม นายเฉลิม มีเหมือน อายุ 28 ปี ผู้เป็นสามี ทราบว่า แต่เดิมบ้านเช่าแห่งนี้เป็นบ้านที่น้องสาวของตนมาเช่าอยู่พร้อมกับครอบครัวรวม 5 ชีวิต แต่หลังจากที่ตนและภรรยาตกงาน ทำให้ถูกเจ้าของห้องเช่าไล่ออก เนื่องจากติดค้างค่าเช่าหลายเดือน ตนจึงอพยพครอบครัว 4 ชีวิต มาขออาศัยอยู่กับน้องสาวเป็นการชั่วคราวก่อน เนื่องจากไร้ที่ซุกหัวนอน

นายเฉลิม เล่าด้วยว่า เดิมตนทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งสินค้าที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครสกลนคร ส่วนภรรยาทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า ต่อมาตนมีอาการซึมเศร้าจึงได้เข้าทำการตรวจรักษา โดยแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ต้องรักษาตัว เจ้าของร้านจึงให้ออกจากงานเนื่องจากเกรงกระทบกับการทำงาน ทำให้เหลือภรรยาทำงานเพียงคนเดียว

ต่อมาภรรยาได้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 เมื่อท้องใหญ่ขึ้น หัวหน้างานจึงแนะนำให้พักงานก่อน ทำให้รายได้ที่เคยมีหายไป ตนจึงได้นำรถกระบะของน้องสาวไปขับบริการพระเณรที่วัดแห่งหนึ่ง ทั้งรับส่งตามกิจนิมนต์ ซื้อข้าวของใช้ หรือไปกิจธุระอื่นๆ ได้รับความเมตตาจากพระเณรให้เป็นเงินตอบแทนครั้งละ 300 ถึง 500 บาท หรือให้ข้าวสาร อาหาร จากก้นบาตรมารับประทานในครอบครัวบ้าง แม้จะลำบากยากจน แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้าวปลาอาหารกินในครอบครัว

จนกระทั่งหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พระเณรก็ไม่มีกิจนิมนต์ใดๆ ประกอบกับมาตรการที่ให้คนหยุดอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด จึงทำให้ตนเท่ากับตกงานไปโดยปริยาย ทั้งสองคนสามีภรรยาไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ อาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนพิการของตนเดือนละ 800 บาท ประทังชีวิตเรื่อยมา ต่อมาภรรยาก็คลอดลูกคนเล็ก ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ยิ่งลำบากมากขึ้น ไม่มีแม้กระทั่งเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จนในที่สุดเจ้าของห้องเช่าก็ไล่ออกจากห้อง จึงต้องพากันอพยพมาขออาศัยอยู่กับน้องสาวที่บ้านเช่าแห่งนี้

นายเฉลิม กล่าวอีกว่า ตนและครอบครัวได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ประมาณครึ่งเดือนแล้ว ข้าวปลาอาหารการกินก็อาศัยกินกับครอบครัวน้องสาว ซึ่งก็มีภาระเลี้ยงครอบครัวของเขาอีก 5 ชีวิต มีคนใจบุญที่ทราบเรื่องก็บริจาคข้าวสาร อาหาร เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้มาให้บ้าง พอประทังชีวิต แต่ก็เป็นภาระให้กับน้องสาวและคนอื่นๆ และเมื่อมาคิดถึงชีวิตข้างหน้าที่ลูกๆ จะต้องเติบโตขึ้น จึงคิดจะหาอาชีพเลี้ยงครอบครัว แต่ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ เนื่องจากเป็นคนพิการ คิดจะไปขายน้ำอ้อยคั้นแต่ก็ขาดเงินทุนในการเริ่มต้น ทั้งค่าเครื่องคั้นน้ำอ้อย และเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 1 หมื่นบาท จึงอยากขอความเมตตาผู้ใจบุญ ช่วยเหลือครอบครัวของตน ได้มีโอกาสประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป

สำหรับผู้ใจบุญต้องการช่วยครอบครัวสามีภรรยาให้ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากนี้ สามารถโอนผ่านบัญชีนายเฉลิม มีเหมือน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรบินสัน สกลนคร บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 434 039275- 5

สมุทรปราการ เอาด้วย! ประกาศห้ามขายเหล้า เริ่มพรุ่งนี้ ฝ่าฝืนมีโทษ

วันที่ 10 เม.ย. นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผวจ.สมุทรปราการ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดสมุทรปราการ ได้ลงนามคำสั่งจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 3302/2563 เรื่อง ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย ระบุว่า โดยที่สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและกว้างขวางไปหลายประเทศทั่วโลก

โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 26 ก.พ. พ.ศ.2563 กำหนดให้โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 25 มี.ค.2563 เกี่ยวกับโรคดังกล่าว โดยในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง (PUI)

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3(1) แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ข้อ 7 (1) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มี.ค. พ.ศ.2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทรปราการ ตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 11/2563 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. พ.ศ. 2563 จึงมีคำสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ของโรคติดต่ออันตราย ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.ถึงวันที่ 20 เม.ย.2563 ดังนี้

ร้านค้าหรือสถานประกอบการขายสุรา ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายสุราตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยสามารถจำหน่ายสินค้าประเภทอื่นได้ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558

และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

พท.โวยห้ามส.ส.ฝ่ายค้านพ่นยาฆ่าโควิด แต่ซีกรัฐบาลทำโจ๋งครึ่ม

“เพื่อไทย”โวย สธ.-กทม. ตอบให้ชัดฉีดพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19ให้ชาวบ้านได้หรือไม่ จวกห้ามส.ส.ฝ่ายค้าน แต่กลับปล่อยส.ส.รัฐบาลทำได้

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19ในกรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดต่างพยายามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกรูปแบบ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร มีประกาศห้ามฉีดละอองพ่นยาป้องกันเชื้อโควิด เนื่องจากเกรงว่าน้ำยาไม่ได้มาตรฐาน และจะทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย อาจเป็นอันตรายต่อชุมชนหมู่บ้านได้ ซึ่งได้แจ้งให้งดการฉีดพ่นละอองตามชุมชนต่างๆ แล้ว ทั้งนี้ อยากให้กรุงเทพมหานครตอบให้ชัดว่า ตกลงแล้วอาสาสมัครทุกภาคส่วนจะสามารถพ่นละอองฆ่าเชื้อโควิดได้หรือไม่ และการพ่นดังกล่าวตามคำแจ้งเตือนจะส่งผลให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายหรือไม่ ถ้าใช่ต้องออกประกาศห้ามให้ชัดเจนทั้งหมู่บ้าน ชุมชน หรือที่สาธารณะ ต้องอธิบายให้ชัด อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนจะทำหนังสือสอบถามไปยังรมว.สาธารณสุขและผู้ว่าฯ กทม.ว่า สรุปแล้วฉีดได้หรือไม่ จะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไป เนื่องจากขณะนี้มีนักการเมืองซีกรัฐบาลหลายพื้นที่ออกพ่นยาฆ่าเชื้อโควิด แต่พอซีกฝ่ายค้านทำกลับต้องขออนุญาต

นาทีล่าจับตัว นช.แสบ เผยขาใหญ่เรียกประชุม ลงมติ “แหกคุกบุรีรัมย์”

ล่าไม่ลดละ นช.หนึ่งเดียวที่หนีไป

ปฏิบัติการตามจับนักโทษแหกคุกบุรีรัมย์ เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 31 มี.ค.63 เจ้าหน้าที่นำโดย พ.ต.อ.อัษฎไนย ป้องกัน ผกก.สภ.คูเมือง จ.บุรีรีมย์ พ.ต.ท.มานิตย์ สร้อยจิตร รอง ผกก.ป.ฯหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ร.ต.อ.สุวัฒน์ นามมงคล สว.กก.สส.1 บก.สส.ภ.3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ ,สภ.คูเมือง ,สภ.เมืองบุรีรัมย์, กก.สส.1 บก.สส.ภ.3 ,กก.สส.ภ.จว.บุรีรัมย์ และฝ่ายปกครอง อ.คูเมือง สนธิกำลังร่วมกันติดตามไล่ล่าจับกุม นักโทษชาย ธัณยพงศ์ สินพูน ซึ่งเป็น 1 ในจำนวนผู้ต้องขังที่ร่วมกันก่อเหตุจลาจล เผาเรือนจำ และหลบหนีออกจากเรือนจำ เมื่อช่วงสายของวันที่ 29 มี.ค.63

หนีกล้บบ้านที่ “คูเมือง”

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัวนักโทษชายที่ร่วมกันก่อเหตุ และหลบหนีออกจากเรือนจำได้ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียง นักโทษชาย ธันยะพงศ์ สินพูน อายุ 26 ปี ชาวบ้านโนนเมือง ต.พรสำราญ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนติดตามเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งช่วงสายของวันที่ 30 มี.ค.63 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ที่ยังหลบหนีการจับกุมไปได้ มาอยู่แถวบริเวณป่าใกล้กับลำคลองคูเมืองโบราณของหมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนักโทษชาย ธันยะพงศ์ ชุดจับกุมจึงได้จัดกำลังปูพรมค้นหา กระทั่งพบรถจักรยานยนต์ และเสื้อผ้าที่ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ขโมยมาจากหอพักใกล้กับเรือนจำบุรีรัมย์ ขณะหลบหนีถอดทิ้งไว้

มีคนแจ้ง พบ “ชายหนุ่มถอดเสื้อสักยันต์”
ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังดักรอบหมู่บ้านโนนเมือง และหมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงจัดชุดเดินเท้าสำรวจตามหมู่บ้าน ป่า ทุ่งนา และไร่อ้อยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.วันที่ 31 มี.ค.63 ชุดจับกุมสืบทราบว่าได้พบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ในสภาพไม่สวมเสื้อ ลายสักเต็มตัว นุ่งกางเกงขาสั้น ได้เดินเท้ามาอยู่ในละแวกบ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ซึ่งอยู่ติดถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง และอยู่ห่างจากจุดที่ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ จอดรถจักรยานยนต์ ถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ประมาณ 3 กิโลเมตร ชุดจับกุมจึงได้ปูพรมค้นหาอย่างไม่ลดละท่ามกลางความมืด

จับง่ายเกินคาด คุมตัวได้โดยละม่อม

กระทั่งพบตัว นักโทษชาย ธันยะพงศ์ แอบซุกซ่อนตัวอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง ช่วงบ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ในสภาพอิดโรย จึงเข้าทำการควบคุมตัวได้โดยโยละม่อมก่อนนำตัวมาทำการสอบสวน และควบคุมตัวไว้ที่ห้องขังของ สภ.คูเมือง เพื่อเตรียมนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ต่อไป

เผยนาทีแหกคุก ตัดลูกกรงห้องเยี่ยมญาติ

สอบสวน นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ให้การยอมรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุตนเองพร้อมกลุ่มนักโทษ ได้ทำการทุบกำแพงพร้อมตัดกรงเหล็ก ออกมาจากบริเวณช่องทางเยี่ยมญาติของเรือนจำบุรีรัมย์ แล้วพากันวิ่งหลบหนีข้างกำแพงเรือนจำ วิ่งอ้อมไปทางด้านหลังเรือนจำ พอไปถึงโรงแรมหรือหอพักได้พากันเข้าไปขโมยเสื้อผ้า และรถจักรยานยนต์ขับหลบหนี โดยได้แยกย้ายกันหลบหนี

วิ่งตกบ่อระเบิดหิน เลยซ่อนตัวถึงเที่ยงคืน

ระหว่างนั้นได้วิ่งตกลงไปในบ่อระเบิดหิน และได้หลบซ่อนตัวอยู่ในระเบิดหิน กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนจึงได้ปีนขึ้นมาจากบ่อระเบิดหิน แล้วไปเอารถจักรยานยนต์ที่จอดทิ้งไว้บริเวณหอพักของน้องสาว ที่หมู่บ้านโคกเขา ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ ที่ตนได้ฝากไว้ก่อนถูกจับกุม แล้วขับหลบหนีมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยได้ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า กระทั่งช่วงสายทราบว่าได้มีตำรวจมาติดตามจับกุมตัว จึงได้จอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ และถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ ก่อนจะเดินหลบหนีและซุกซ่อนตัวอยู่ตามป่า และทุ่งนาเรื่อยมา จนถึงหมู่บ้านผักกาดหญ้า และมาถูกจับกุมตัวได้

เผยขาใหญ่เรียกประชุม ลงมติแหกคุก

นักโทษชาย ธันยะพงศ์ บอกด้วยว่าเหตุการณ์จลาจลครั้งนี้ ตนทราบเพียงว่าก่อนหน้านี้ได้มีขาใหญ่ในเรือนจำ ได้เรียกตัวพ่อบ้านของแต่ละบ้าน คือขาใหญ่ของนักโทษแต่ละอำเภอ ไปพูดพูดคุยกันว่าจะทำการแหกคุกในวันที่ 29 มี.ค.63 โดยในระหว่างที่ตนกำลังนั่งกินข้าวต้มอยู่ ได้เห็นเพื่อนนักโทษลุกฮือก่อเหตุจลาจล ตนจึงได้ไปร่วมกับเพื่อนนักโทษช่วยกันทุบทำลายกำแพงประตู และตัดกรงเหล็กแล้วทำการหลบหนี

เพิ่งพ้นโทษ-ถูกจับอีกพร้อมแฟน ทำร้าย ตร.เจ็บ 3 นาย

สำหรับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ จับกุมตัวได้พร้อมกับแฟนสาว ที่หมู่บ้านโคกเพชร ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ได้พร้อมของกลางยาบ้า 1,000 กว่าเม็ด ยาไอซ์จำนวนหนึ่ง อาวุธปืนพกสั้นขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนอีกกว่า 100 นัด โดยขณะทำการจับกุม นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ทำการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้รับบาดเจ็บถึง 3 นาย นอกจากนี้ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ยังเคยต้องโทษในคดียาเสพติดมาแล้ว และเพิ่งพ้นโทษมาได้เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกจับกุมอีกครั้ง.

สมศักดิ์ ชี้ ต้นเหตุเผาเรือนจำบุรีรัมย์ นักโทษใหม่ปลุกปั่น กลัวโควิด-19

วันที่ 29 มี.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ถึงความคืบหน้ากรณีนักโทษเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ก่อเหตุจลาจล และหลบหนีออกนอกเรือนจำ ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยง เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และให้ผู้ต้องขังที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นเรือนนอน แต่ช่วงเวลา 15.00 น. ก็เกิดเหตุพลิกผัน เนื่องจากมีกลุ่มผู้ต้องขังจุดไฟเผาเรือนนอนจำนวน 3 เรือนนอน จนเกิดควัน และไปส่งผลกระทบกับนักโทษคนอื่นที่อยู่ตามกรอบ ทำให้สำลักควัน จนต้องนำผู้ต้องขังออกมาใหม่ทั้งหมด แต่ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็ได้จัดการย้ายนักโทษหญิงทั้งหมดไปยังเรือนจำอื่นแล้ว

นายสมศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ คือ โรงอาหาร ห้องทนาย ห้องบัญชี ห้องเยี่ยมญาติ และห้องผู้ต้องขังใหม่ ซึ่งถูกเผาทั้งหมด โดยเรือนจำบุรีรัมย์มีพื้นที่ 9 ไร่ มีแดนเดียว พร้อมย้ำว่า ผู้ต้องขังที่มีปัญหา มีประมาณ 100 คน ซึ่งยอมรับว่านักโทษส่วนใหญ่กลัวเรื่องโควิด-19 แต่สิ่งที่นักโทษกลัว ตนก็พยายามทำประชาสัมพันธ์ไปทุกเรือนจำให้รับรู้ข้อมูลโควิด-19 แต่ก็ยังเกิดความกลัว ประกอบกับมีผู้ต้องขังใหม่คนหนึ่งที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยคนนี้เข้าไปก็ปลุกปั่นให้เกิดเหตุ

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า เหตุการณ์ล่าสุดขณะนี้เจ้าหน้าที่ออกจากเรือนจำมาอยู่ด้านนอกทั้งหมดแล้ว และเกิดการต่อรอง โดยผู้ต้องขังด้านในก็กดดันกันเป็นกลุ่มๆ ซึ่งเหตุการณ์กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ส่วนตัวเลขผู้ต้องขังที่สามารถหลบหนีไปได้นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจเช็กได้ เพราะผู้ต้องขังมีจำนวนมาก และยังเกิดความวุ่นวายอยู่ แต่ก็ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าสามารถจับกลับมาได้แล้วจำนวน 7 คน

เมื่อถามว่า กลุ่มนักโทษที่แหกคุกไปอ้างว่าเพราะกลัวโควิด นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเหตุที่อ้างได้ เพราะขณะนี้เราไม่อนุญาตให้เยี่ยม นอกจากเยี่ยมทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ส่วนเยี่ยมใกล้ชิด และมาเห็นหน้ากันผ่านห้องกระจกนั้นเราไม่อนุญาต เพราะกลัวจะติดโควิด-19 ซึ่งหากติดโควิดก็จะวุ่นวาย แต่ตนขอยืนยันว่าเรือนจำบุรีรัมย์ไม่มีนักโทษติดโควิด โดยเป็นข้ออ้างของนักโทษที่ถือโอกาสสร้างสถานการณ์

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีนักโทษ หรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ พร้อมเปิดเผยว่า ติดต่อสารกันได้ยากในขณะนี้ ระหว่างตนกับเจ้าหน้าที่ที่บุรีรัมย์ เพราะเหตุการณ์ยังวุ่นวายอยู่.

นายสิบมางานบวชที่หล่มสัก กลับไปโพสต์ขอโทษเพื่อน “ผมติดโควิด-19”

วันที่ 29 มี.ค. นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเป็นทหารชั้นประทวนได้โพสต์ข้อความในวันนี้ ระบุว่า

“ทุกคนที่ใกล้ชิดตัวผมที่ผ่านมาให้กักตัวดูอาการนะครับ หมอโทรมาแจ้งว่าผลผมเป็นบวก ต้องขออภัยที่ทำให้เสี่ยงนะครับ” พร้อมกับติดแฮชแท็ก โควิด-19

กรณีนี้ได้สั่งการให้สอบสวนโรคและให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก ลงพื้นที่เพื่อคัดกรองผู้ที่สัมผัสและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อให้กักตัวดูอาการอยู่บ้าน 14 วัน จากการตรวจสอบไทม์ไลน์พบว่า ผู้ป่วยรายนี้เดินทางมาร่วมงานบวชที่ อ.หล่มสัก ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค.63 ซึ่งงานบวชจัดขึ้นวันที่ 14 มี.ค. ที่วัดศรีภูมิ หมู่ 3 ตำบลบ้านติ้ว อ.หล่มสัก พบว่ามีผู้ใกล้ชิด และสัมผัสกับผู้ป่วยรายนี้เป็นจำนวนมาก

“เริ่มจาก เดินทางด้วยรถประจำทางของบริษัทเพชรประเสริฐ จากกรุงเทพฯ-หล่มสัก เวลา 14.00 น. และเดินทางกลับจากหล่มสักด้วยรถบริษัทเดิม วันที่ 15 มี.ค. เวลา 19.30 น. หลังอยู่กรุงเทพฯ ได้เกิดมีอาการป่วยและเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนทราบผลว่าเป็นบวก คือติดไวรัสโควิด-19 ซึ่งพบว่าน่าจะติดจากนายทหารที่ไปสนามมวย จุดกระจายเชื้อจุดแรกที่ระบาดไปทั่วประเทศ จึงขอให้ผู้ที่ร่วมเดินทางหรือไปงานตามสถานที่และวันเวลาดังกล่าว เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2563 หากมีอาการป่วยให้ไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อำเภอหล่มสัก โทร. 06-4596-2279”.

ลำพูน เจอผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 เป็นชาย 2 ราย กลับจากต่างประเทศ-สถานบันเทิง

วันที่ 29 มี.ค. ที่ ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน แถลงการณ์ สถานการณ์ โควิด-19 จ.ลำพูน ความว่า จ.ลำพูน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายแรก เป็นชาย อายุ 39 ปี เดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. และเริ่มกักตัวตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. ขณะนี้ อาการไม่หนัก ส่วนคนในครอบครัว ได้เข้าสู่ระบบโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้เจ้าตัวมี ผู้สัมผัสอื่นๆ น้อยมาก แต่การสอบสวนโรค ยังต้องทำต่อไปเพื่อความมั่นใจ

รายที่สอง เป็นชาย อายุ 30 ปี เดินทางกลับจาก สถานบันเทิงต่างจังหวัด มีประวัติสัมผัสจากกลุ่มผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ ในวันที่ 17 มี.ค.63 ที่ผ่านมา กลับมาอยู่บ้าน กักตัวแบบไม่เป็นทางการ ขณะนี้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดของผู้ติดเชื้อรายนี้ ได้นำเข้าระบบสู่โรงพยาบาลแล้ว

สำหรับ ผู้ป่วย 2 ราย ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 27 มี.ค.63 และผลการตรวจอออกวันนี้ พร้อมกันทั้ง 2 ราย ทั้งนี้ ทั้งได้ทำการสอบสวนโรค สามารถสืบตามหากลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดสูงได้ครบ และ บุคลากรทางการแพทย์ ได้ป้องกันตนเองอย่างดีเยี่ยม ระหว่างนี้ขอให้ กลุ่มเสี่ยง ได้กักตัว ดูแลตัวเอง และหากมีไข้ ให้ไปที่ รพ.ลำพูน โดยโทร 1669

อย.เตือนภัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอมปนเปื้อนยาอันตราย เสี่ยงถึงชีวิต

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (HPVC) ได้รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุขบรูไนถึงการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3 รายการ ได้แก่ 1. Li Da Daidaihua Weight Loss Capsule ตรวจพบอะเซตามีโนเฟน และไซบูทรามีน 2. Grow XL Capsule ตรวจพบซิลเดนาฟิล และ 3. Swiss Candy ตรวจพบทาดาลาฟิล ซึ่งเป็นยาอันตราย ทั้งนี้จากการสืบค้นข้อมูลรายงานในระบบแจ้งเตือนภัยพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3 รายการดังกล่าว ไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. และพบผลิตภัณฑ์ Li Da Daidaihua Weight Loss Capsule โฆษณาขายผ่านสื่อออนไลน์ โดยอ้างสรรพคุณในการลดน้ำหนัก จึงขอย้ำเตือนไปยังผู้บริโภคให้พึงระวัง!! อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทาน เสี่ยงไม่ผอมแถมได้โรค เพราะยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารและกระตุ้นประสาทส่วนกลาง ซึ่งในตอนแรกเมื่อรับประทานไปแล้วน้ำหนักจะลด แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอ้างลดความอ้วน อย. มักจะตรวจพบว่ามีการลักลอบใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งไซบูทรามีนถือเป็นยาที่ยกเลิกทะเบียนตำรับไปแล้ว ตั้งแต่ ปี 2553 โดยไม่สามารถใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเป็นยาได้ นอกจากนี้ อย. ยังได้ยกระดับไซบูทรามีนขึ้นเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 1 ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีนจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท จึงขอเตือนมายังผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนกรณีของยาทาดาลาฟิลจัดเป็นยาควบคุมพิเศษกลุ่มเดียวกับซิลเดนาฟิล ออกฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือดมีข้อควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับและไต ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ โรคหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บหน้าอกแบบไม่คงที่

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ย้ำเตือนนักท่องเที่ยว นักช็อปออนไลน์ อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทานโดยเด็ดขาด เพราะมีสารที่เป็นอันตราย เสี่ยงสูญเงินฟรีเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าตามกฎหมาย รวมถึงผู้ประกอบการนำเข้าขอให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศได้ที่เว็บไซต์ HPVC http://thaihpvc.fda.moph.go.th/thaihvc/Public/Webpage/main.jsp หัวข้อ สรุปข่าวความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สหรัฐป่วยโควิดทะลุ1.2แสน-อิตาลีตาย10,023สเปน5,982

เว็บไซต์ worldometers ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมสถานการณ์โรคโควิด -19 แบบเรียลไทม์ เผยแพร่ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2563 ระบุว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว จำนวน 663,037 คน เสียชีวิต 30,851 คน รักษาหาย 141,953 คน

สำหรับประเทศที่มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับ จากทั้งหมด 196 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ประกอบด้วย
ประเทศสหรัฐอเมริกา 123,498 ราย เพิ่มขึ้น 19,372 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,211 ราย เพิ่มขึ้น 515 ราย รักษาหาย 3,231 ราย
ประเทศอิตาลี 92,472 ราย เพิ่มขึ้น 5,974 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 10,023 ราย เพิ่มขึ้น 889 ราย รักษาหาย 12,384 ราย
ประเทศจีน 81,439 ราย เพิ่มขึ้น 45 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 3,300 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย รักษาหาย 75,448 ราย
ประเทศสเปน 73,235 ราย เพิ่มขึ้น 7,516 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 5,982 ราย เพิ่มขึ้น 844 ราย รักษาหาย 12,285
ประเทศเยอรมนี 57,695 ราย เพิ่มขึ้น 6,824 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 433 ราย เพิ่มขึ้น 82 ราย รักษาหาย 8,481 ราย
ประเทศฝรั่งเศส 37,575 ราย เพิ่มขึ้น 4,611 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,314 ราย เพิ่มขึ้น 319 ราย รักษาหาย 5,700 ราย
ประเทศอิหร่าน 35,408 ราย เพิ่มขึ้น 3,076 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,517 ราย เพิ่มขึ้น 139 ราย รักษาหาย 11,679 ราย
ประเทศสหราชอาณาจักร 17,089 ราย เพิ่มขึ้น 2,546 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 1,019 ราย เพิ่มขึ้น 260 ราย รักษาหาย 135 ราย
ประเทศสวิตซ์เซอร์แลนด์ 14,076 ราย เพิ่มขึ้น 1,148 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 264 ราย เพิ่มขึ้น 33 ราย รักษาหาย 1,530 ราย
ประเทศเนเธอร์แลนด์ 9,762 ราย เพิ่มขึ้น 1,159 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 639 ราย เพิ่มขึ้น 93 ราย รักษาหาย 3 ราย
ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทย ปัจจุบัน อยู่ที่อันดับ 34 ของโลก พบผู้ติดเชื้อ 1,245 ราย เพิ่มขึ้น 109 ราย มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และรักษาหายกลับบ้านแล้ว 97 ราย

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว จะพบว่ายอดผู้เสียชีวิต ในประเทศอิตาลี มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สูงถึง 10,023 รายแล้ว ขณะที่ ยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นสูงถ