ขอบคุณวันเก่าที่เรา(จะไม่)ลืม

นามปากกา รินบุญญา
ตีพิมพ์ สิงหาคม 2540 THE BOY
หล่อนเห็นเขาจากจอโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เปล่าหรอก ….เขาไม่ใช่นักร้อง ไม่ใช่นักแสดง ไม่แม้แต่จะเป็นนายแบบสมัครเล่น แต่เขาเป็นลูกชายนักธุรกิจชื่อดังที่กำลัง “ฟุ้ง” อยู่กับกระแสการเมืองยามนี้

ถ้าหล่อนจะชื่นชมเขาอยู่บ้างนั้น… ก็คงไม่ใช่เพราะว่าหน้าตา “ม่อกๆดำๆ” ของเขาแน่ ยังเสื้อผ้าสุดเซอร์ของเขาอีก แต่……(เอานิ้วเคาะขมับเบาๆ) ตรงนี้ ตรงที่ความคิดเขานี่ไง

แม้ไม่อาจถ่ายทอดความคิดของเขาทุกถ้อยคำ แต่คงจะเป็นความประทับใจโดยรวมๆมากกว่า ท่าทาง นิ่งๆดูใจเย็น สันโดษพิลึก

นอกจากการหลงใหลในรูปลักษณ์ชั่วครู่ชั่วยามแล้ว คนอย่างหล่อน “อิสรียา” คนนี้ ไม่เคยชื่นชม นับถือผู้ชายคนใดได้สนิทใจเลย

คงเพราะทิฐิละกระมังที่ทำให้มองผู้ชายที่เข้ามาอย่างไม่ให้เกียรติ ถือตัวว่าสูงส่งกว่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่า หากหล่อนไปรักใคร–ก็จะสิ้นศักดิ์ศรีเสียอย่างนั้น

หรือจะให้บอกตัวเองว่า ..รวยก็ไม่เท่าไหร่ งานการก็ยังไม่ใหญ่โต ไม่ได้สวยจนผู้ชายต้องสยบแทบเท้า ยังทำหยิ่งอยู่บนคานอยู่ได้อย่างไร …คงรู้ตัวว่าทำไม่ได้ เพราะอย่างนี้ –กี่คนผ่านมาแล้ว หล่อนก็ปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่อินังขังขอบ.. ไม่มีอาการอกหัก อกเดาะกับใครเขา เพราะที่แท้แล้วหล่อนไม่เคย “รัก” ใครเลย

“แกมันเจ้าอารมณ์ หน้าไหนมันจะมามัวทนว้า” ประโยคนี้วาตีเพื่อนซี้เคยว่าไว้

เลยต้องแอบถอนใจให้กับอนาคตสาวแก่ของตัวเองอีกเฮือก ก่อนจะสาวเท้าออกจากลิฟท์เพื่อเข้าบริษัทโฆษณาที่หล่อนเป็นคนเขียน คำโฆษณาน้องใหม่

ตำแหน่งอะไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะบางครั้งบางคราวเมื่องานเร่งทั่วหน้า หล่อนก็กลายสภาพเป็นเออี เป็นรีเซพชั่นได้ทันใจ

มีงานตัวใหม่เข้าบริษัทอีกเช้านี้ หล่อนคงไม่ตื่นเต้นนักหรอก ถ้างบไม่สูงจนน่าตกใจขนาดนี้ ก็โฆษณา เบนซ์นี่นะ จะฟอร์มกระจอกได้อย่างไร หล่อนไม่ได้นึกขวางหรอก จะขวางไปทำไม ในเมื่อมีงบฯสูง กำไรของบริษัทก็ตามมามากเห็นๆ นั่นก็ชี้ถึงโบนัสงามๆของพนักงานอย่างหล่อนด้วยนี่นา

หล่อนเข้าห้องประชุมอันเป็นวาระประจำวันตั้งแต่สี่โมงเช้าจนถึงห้าโมง หรือเที่ยงตรง การตกลงในเรื่อง พรีเซนเตอร์ยังไม่สรุปผลออกมา บ้างก็ว่าจะใช้นักร้องขวัญใจตลอดกาลที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยสดๆร้อนๆ บ้างก็เสนอชื่อของดาราหนัง ดาราละครที่กำลังโด่งดังมากมายหลายคน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรผลักดันให้หล่อนหลุดปากเสนอชื่อเขาออกไปหน้าตาเฉย

ที่ประชุมเลยอึ้งไปนิดหนึ่ง นิดนึงจริงๆ แต่แล้วพอนึกหน้ากันออก ก็เริ่มมีคนชอบใจตามหล่อนไปด้วย ก็แหม….ถ้าเขาแต่งตัวสะอาดตากว่านี้หน่อย จะสมาร์ตเสียจนดาราหลายคนชิดซ้ายเลยทีเดียว

คืนนั้นหล่อนเลยอารมณ์ดีกลับมาบ้าน นอนเขลงดูโทรทัศน์รายการดึกสบายใจ นึกถึงว่าถ้าหากเขายอม มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้จริงๆ โอ๊ย…แค่คิดก็ปลื้มจะแย่

หล่อนแทบจะโดดผึงขึ้นจากเตียงเมื่อพบว่ารายการที่กำลังดูอยู่นั้นมีแขกรับเชิญซึ่งคือคุณพ่อของเขา นั่นเอง คงต้องรอตอนท้ายๆของรายการ บางทีเขาคงออกมาร่วมพูดคุยกับพิธีกรด้วยละมัง…… แต่ช่วงนี้บทสัมภาษณ์ได้กล่าวถึงชีวิตครอบครัว อีกทั้งยังมีการนำเอารูปภาพในวัยเด็กจนกระทั่งวันรับปริญญาที่อังกฤษของเขามาให้ได้ชมด้วย แค่นี้ก็เพิ่มคะแนนในใจหล่อนไปอีกโขแล้วล่ะ นี่สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายที่กำลังชมรายการนี้อยู่เหมือนกันกับหล่อน จะมีใครสักคนเป็นอย่างหล่อนไหมนะ

เมื่อรายการดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พิธีกรก็ได้เชิญเขาออกมาจริงสมใจหล่อน ยังเซอร์ๆผมยาวๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีหนวดเครารุงรังรอบกรอบคางเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว ที่ไม่อยากหรือกล้าคิดเข้าข้างนักก็คือ –หล่อนว่าเขาดูหล่อขึ้นน่ะซี

….เจ้าความชื่นชมนี่มันช่างทำให้คนเราตามัวได้จริงๆนะ เพราะหากถามคนอื่นๆแล้วละก็ รับรองได้เลย กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”

เถอะน่า…..ก็หล่อนชอบใจเขานี่นา ลองได้ประทับจิตติดใจเข้าขนาดนี้แล้ว ถึงเขาจะหล่อน้อยกว่านี้ สักกี่เท่าก็ช่างปะไร แต่ว่าเลิกฝันเสียตอนนี้จะดีกว่ามั้งเรา เพราะสภาพหล่อนตอนนี้ไม่ได้มีช่องทางใดเลยที่จะไปทำความรู้จักกับเขาได้ แต่ว่าจะได้เห็นตัวจริงสักครั้งหรือไม่ ก็ยังต้องรอลุ้นผลของที่ประชุมว่าจะเลือกเขาเป็นพรีเซนเตอร์ไหม แล้วบางทีเขาเองอาจไม่ยอมมาเป็นให้ก็ได้ แต่ต่อให้ได้เจอกันแล้ว จะเป็นอย่างไรเล่า ก็แค่ร่วมงานกันเพียงไม่กี่วัน แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปเป็นเพียงสายลมพัด

….เช้าวันใหม่ แค่หล่อนก้าวเท้าเข้าบริษัท ข่าวดีก็วางรอบนพานอยู่แล้ว

“เฮ้ย…ตี! อย่าล้อเล่นน่า เดี๋ยวหัวใจวาย” หล่อนทวนคำบอกเล่าอย่างตื่นเต้น “เดี๋ยวเราเข้าไปคุยกับเจ๊อร เองแล้วกัน”

วาตีไม่ได้ล้อหล่อนเล่น หล่อนรู้ดีแก่ใจ แต่ได้ฟังหัวหน้าใหญ่บอกย้ำอีกที คงจะชื่นใจดีไม่น้อย แถมยัง มีมติให้หล่อนเป็นคนติดต่อเขามาทดสอบหน้ากล้องเองอีกด้วย

การนัดหมายทางโทรศัพท์ผ่านไปโดยราบรื่น ถึงแม้หล่อนจะประหม่าจนแทบกลั้นหายใจเมื่อได้ยิน เสียงสัญญาณตอบรับ ใจเต้นระรัวแทบปะทุออกนอกอก ยิ่งพอเขาพูดสายกับหล่อนเป็นคำแรก หล่อนก็แทบกรี๊ดสลบ

แล้วก็รอ รอ รอ อย่างใจจดใจจ่อให้ถึงวันกำหนดนัดหมายให้เขามารับการทดสอบหน้ากล้อง เฝ้า พะวักพะวงคิดถึงแต่วันนั้น ไม่เป็นอันทำอะไร จนอดขำตัวเองไม่ได้ที่คลั่งเขาปานนี้

…พอถึงวันจริงเข้า หล่อนก็มีอาการชอบกลเสียมากมาย เดินวนเวียน งุ่นง่านตั้งแต่เช้า กำหนดนัดนั้น…. บ่ายสอง แต่ใจหล่อนมันลอยไปหาเขาเสียก่อนแล้ว พอเข้างานภาคบ่ายก็นั่งไม่เป็นสุข เพราะร้อนอาสน์เหลือนักแล้ว แอบลงไปรอหน้าตึก ขึ้นๆลงๆหน้าลิฟท์อยู่หลายรอบ แต่หลบอยู่เหมือนกัน เพราะยังกลัวเขาเห็นอยู่

เขาลงจากรถแล้ว กำลังจะเดินเข้ามาในอาคาร หัวใจหล่อนแทบจะหยุดเต้น ก็เขาน่ารัก หล่อนไม่ได้เข้าข้างจนเกินไปหรอกนะ ถ้าจะลดความรุงรังลงอีกสักนิด นิดเดียวก็เหลือจะพอ

เอาแล้วไง ถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เขินจนทำอะไรไม่ถูก รีบโทรฯเรียกยายวาตีลงมาต้อนรับแทน แล้วหาทางเลี่ยงไปตรงนั้นตรงนี้ เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากัน สักพักหล่อนก็แอบแวบไปดูเขาทดสอบกัน ก็ไม่เลวเท่าไหร่นักหรอก…นายคนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้แข็งทื่อ เป็นท่อนไม้อย่างอีกหลายๆคน ไม่โอเว่อร์แอคติ้งจนเกินไปอีกด้วย เอ….นี่หล่อนลำเอียงอีกหรือเปล่านะ

กลับออกมานั่งทำสคริปบอร์ดต่อด้วยใจกระวนกระวาย เผลอแสดงอาการเหม่อ จนทำอะไรเผลอๆไผลๆ ให้เพื่อนฝูงหยอกล้อได้อยู่หลายครั้ง หล่อนไม่อาจระงับใจที่สั่นรุนแรงด้วยอารมณ์กระเจิดกระเจิงได้อย่างง่ายดาย จึงได้แต่ก้มหน้าทำงานไปเงียบๆไม่มองใครอีก

แต่แล้วเสียงเรียกที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นข้างโต๊ะทำงานของหล่อน

“คุณหยาครับ”

พอหล่อนเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นแต่เพื่อนๆร่วมงานอมยิ้มมองมาทางหล่อนอยู่ก่อนแล้ว อิสรียารีบหันขวับไปทางซ้ายมือตนเองด้วยสังหรณ์ใจ แล้วใจหล่อนก็ต้องกระตุกวาบเมื่อพบสายตาที่มองเป๋งมายังหล่อนของเจ้าของเสียง

“คะ??” พอตั้งสติได้ หล่อนก็รีบตอบรับ คิดในใจว่า เจ๊อรคงให้เขามาติดต่อเรื่องงานตัวใหม่กับหล่อน

“คุณมีอะไรก็เชิญพูดมาได้เลยค่ะ หรือจะขอดูรายละเอียดของงานคะ” หล่อนพยายามยิ้มหวานอย่าง รวบรวมกำลังใจเต็มที่

“คุณจำผมไม่ได้จริงๆด้วย” เสียงนายรูปหล่อพูดเหมือนตัดพ้อ

เลยเล่นเอาหล่อนงงเป็นไก่ตาแตก หมายความว่าอย่างไรกันนี่

“ทำไมจะจำไม่ได้หละคะ ในเมื่อดิฉันเป็นคนติดต่อนัดหมายคุณเอกด้วยตนเองเลยนะคะ”

“คุณเองหรือนี่ โธ่!!” เขาทำหน้าเหมือนเสียดาย “ถ้าผมรู้เสียก่อน คงได้เจอและคุยกับคุณไปหลายวันแล้ว”

หล่อนชักตกใจ นี่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาหรืออย่างไร

“หยาจ๊ะ” เจ๊อรเข้ากู้สถานการณ์ “ช่วยไปทานของว่างเป็นเพื่อนพรีเซนเตอร์คนใหม่ของเราหน่อยซีจ๊ะ… นะ ช่วยเจ๊ดูแลที คุณเอกเขารีบร้อนมา ยังไม่ได้ทานกลางวันด้วยซ้ำนะนี่ น่ารักจริง…….”

วลีสุดท้ายเห็นจะเป็นคำพูดชื่นชมที่พรีเซนเตอร์คนดีไม่ทำให้เจ๊อรเสียเวลานั้นแหละ

เขาหันมายิ้มกับหล่อน “ไปเป็นเพื่อนผมหน่อย หิวจะแย่แล้ว”

โธ่…มีหรือหล่อนจะไม่อยากไป ความตื่นเต้นนั้นล้นหลากจนแทบจะระงับไม่อยู่แล้ว แต่ความงุนงงดูจะ มีมากกว่า เอาเถอะ เจ้าชายอุตส่าห์ขี่ม้าขาวมารับถึงโต๊ะทำงาน ถ้าปฏิเสธก็ออกจะใจจืดไปหน่อย

จนเมื่อได้นั่งทานอาหารด้วยกันไปสักพักแล้ว หล่อนจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจในเหตุผล

“ก่อนที่ผมจะไปเรียนที่อังกฤษ ผมยังเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่อยู่ได้สักปีหนึ่ง ช่วงนั้นก็นึกสนุกตามเพื่อนๆ ไปทำงานวิจัย ทำได้ไม่นานเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็นานพอที่จะ…” เขายิ้ม มองหน้าหล่อน “…ได้พบสาวน้อยช่างพูดคนนึงทุกครั้งที่เข้าบริษัท แต่ไม่มีโอกาศได้รู้จักพูดคุยกัน และเธอเองก็ไม่เคยเห็นผมเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งผมกับเธอมักเข้าฟังสรุปงานคนละตัวกันอยู่เสมอ ผมเล่ามาเพียงเท่านี้…. คุณคงรู้ดีใช่ไหมว่า..ผมหมายถึงใคร”

…ปัดโธ่เอ๋ย ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ถึงไม่ต้องบอกมาตรงๆ หล่อนก็รู้อยู่เต็มอกว่าคนที่เขาพูดถึงนั้นจะ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวหล่อนเอง นี่เป็นโชคดีของหล่อนหรือเปล่า ที่หล่อนมาหลงรักผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเฝ้านึกถึงตัวหล่อนมาตลอดหลายปีโดยที่หล่อนไม่เคยได้รับรู้แม้แต่น้อย โชคชะตาช่างเล่นตลกเอากับหล่อนเสียจริง

แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนย่อมต้องขอขอบคุณวันคืนเก่าๆในชีวิตนักศึกษาที่ช่วยให้หล่อนได้สมหวัง แม้ว่า ความรักของเขาจะเดินทางมาช้ากว่ากำหนดถึงห้าปีกว่าก็ตาม

ผีเสื้อเริงระบำ อยู่กับใบไม้ร่วง

รไมยา

ไม่รู้ ว่าเสียงสูงต่ำที่สิ้นสุดลงจะเรียกว่าเพลงหรือไม่ แต่ฉันก็เห็นความพยายามนั้นนานหลายนาที ก่อนที่เจ้าของกีตาร์คลาสสิกจะวางมือแล้วเดินลับไป สายตาฉันจ้องมองเจ้าเครื่องดนตรีชนิดนั้นที่สงบนิ่งอยู่ ท่าทีหยิ่งผยองเหมือนจะท้าทายอยู่ในที ฉันตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ามาชิดใกล้ ลูบคลำความใหม่ของมันก่อนจะพรมนิ้วลงไปบนเส้นสายโดยไม่ใส่ใจระดับเสียงใดๆ ทุกสิ่งเกิดจากใจ มันเป็นบทเพลงที่มิได้เกิดจากคีตกวี ไร้ตัวโน้ตกำกับ ทว่ากังวานเสียงที่ทำลายความเงียบอยู่นั้นกลับตรึงความรู้สึกของผู้เฝ้ามองอยู่เบื้องหลัง

“เพลงอะไรคะนั่น”
เด็กสาวหย่อนกายลงนั่งตรงหน้าและมองเรียวนิ้วที่ดีดสายกีตาร์อย่างสนใจ
“บทเพลงไม่มีชื่อและเล่นได้ครั้งเดียว”
ฉันตอบแล้วนิ้วก็หยุดการเคลื่อนไหว ส่งคืนเครื่องดนตรีให้เจ้าของ
“น่าจะเล่นต่อ เพราะออกค่ะ”
“เป็นเพราะใจเธอรื่นรมย์น่ะสิ ก็เลยเปิดรับอะไรได้ง่าย เอาเลย ซ้อมต่อไปนะคนดี ดึงความรู้สึกนั้นออกมาจากใจ”
ฉันบอกเธอ ขยับตัวจากเก้าอี้ไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ปรายตามองสาวน้อยที่จ้องตัวโน้ตไม่กระพริบตา ท่าทางนิ่งอยู่ราวกับจะรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ค่อยๆ พรมปลายนิ้วลงแตะเส้นสายอย่างระมัดระวัง สีหน้าเธอรู้สึกถึงความผิดเพี้ยนของกังวานเสียงที่เกิดขึ้น ความวิตกกังวลปรากฏอีกครั้ง เสียงขาดลงแล้วเริ่มต้นใหม่ สีหน้าพลอยยุ่งยากใจ ฉันอดยิ้มไม่ได้ ดีใจหนักหนาที่เดินพ้นออกมาจากกรอบบังคับเหล่านั้นได้ ฉันล่วงรู้ถึงอิสระอันไร้ขอบเขต การเล่นดนตรีของฉันเป็นการเล่นด้วยใจ ไม่มีตัวโน้ตใดๆ คอยกำกับ เหมือนที่ฉันเป็นผู้เขียนบทชีวิตเอง

ผ่านกาลเวลาเริ่มต้นแล้วและกำลังดำเนินต่อไปตามครรลองโดยมีเจ้าของลมหายใจเข้าออกผ่านร่างนี้เฝ้ามอง….สักวันสิ่งที่เป็นอยู่นี้ก็จะหยุดนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ต้องเร่งรัด เรียกร้อง หากวันหนึ่งวันนั้นรออยู่แล้ว วันนี้เป็นวันหนึ่งในฤดูร้อน แสงแดดเจิดจ้าส่องกระทบสรรพสิ่งอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม เพียงแต่ฉันมีโอกาสเลือกที่จะยืนอยู่ใต้ชายคา ผิวซีดขาวจึงไม่ได้สัมผัสเปลวแดดเริงแรงนั้น

ดอกไม้กลีบบางที่เห็นเผยอกลีบสดใสรับไอร้อนผ่าวอย่างหาญกล้าท่ามกลางมวลไม้นานาพันธุ์ มีบ้างที่ทำตัวสลด ย่อกายลงอ่อนล้าไม่อาจขัดขืนแสงตะวันกล้าได้ ดูความเป็นดอกทานตะวัน – 2 – นั้นเถิด เผชิญหน้าท้าทายจนกว่าเจ้าแห่งท้องฟ้าจะลับเลือนไป อย่าถามว่าทำไมดอกทานตะวันต้องหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์เสมอ ไม่มีคำตอบ ธรรมชาติของดอกไม้ชนิดนี้เป็นเช่นนั้นเอง ฉันเชื่อว่า ธรรมชาติของปวงสรรพสิ่งได้จัดสรรมาอย่างดีแล้ว อย่าค้นหาคำอธิบายใดๆ เลย

….ฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน วันเวลาที่ฉันมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อาจน้อยกว่าใครบางคนและก็อาจมากกว่าใครอีกหลายคนที่เขาจากพรากไปก่อนหน้านี้ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง ก่อเกิดแล้วแตกดับ ไม่เห็นมีอะไรคงทนอยู่ได้แม้แต่จักรวาลอันยิ่งใหญ่

… เสียงที่คุ้นเคยเบียดแทรกเสียงดนตรี ฉันหยิบโทรศัพท์รับเสียงอีกฝ่าย ก้าวเดินไปหยุดที่ริมระเบียง
“อีกสิบนาทีจะไปถึงนะ พร้อมรึยัง”
“พร้อมสิ”
ฉันตอบด้วยความมั่นใจ จากนั้นก็รอคอยการปรากฏตัวของเพื่อนผู้ห่วงใย ถึงกำหนดนัดหมายกับผู้ดูแลร่างกายฉัน เขาเป็นผู้เฝ้ามองและติดตามความเสื่อมถอยของร่างกายที่ไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้นาน ฉันนึกขอบคุณความห่วงหาอาทรนั้น มันไม่ได้เกิดจากหน้าที่อย่างเดียว หากความรู้สึกทั้งมวลที่มีให้ฉันกลับซึ้งใจยิ่ง ไม่ใช่ฉันเพียงผู้เดียวหรอกที่ได้รับความกรุณาเมตตาจากเขา คนไข้รายอื่นๆ ก็เช่นกัน
“พี่ไปก่อนนะ เพลง”
ฉันร้องบอกสาวน้อยซึ่งพยักหน้ารับทราบพร้อมโบกมือลาก่อนจะหันไปใส่ใจเส้นสายตรงหน้า ฉันอดยิ้มไม่ได้กับภาษากายที่เธอแสดงออก เธอจะไหวมือสักกี่ครั้งหนอในการลาจากกันชั่วนิรันดร์

ทันทีที่ก้าวขึ้นนั่งในรถ เพื่อนผู้แสนดีก็ทักขึ้นว่า
“ไงหน้าตาสดใสดีนี่”
“จะได้ไปพบคุณหมอหล่อและแสนดี ทำหน้าโทรม ๆ ได้ไง”
ฉันหัวเราะ พลางมองสองข้างทางราวจะจดจำทุกสิ่งไว้

เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ฉันได้รับคำตอบเดิมๆ พร้อมทั้งถ้อยคำที่ให้กำลังใจแก่กัน มันเป็นวิตะมินชีวิตที่เจ้าของไข้หมั่นเติมให้แก่คนไข้ที่มีวันเวลาเหลือน้อยลงทุกที
“ไปไหนต่อดีล่ะ”
“ไปแวะคุยกับพัดดีไหม อยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ตามทุ่งนา”
เพียงเอ่ยปาก เพื่อนรักของฉันก็ออกรถมุ่งหน้าไปนครนายกทันที เราจะไปเก็บบรรยากาศท้องทุ่งที่ยังหลงเหลืออยู่

รถวิ่งไปตามพื้นผิวที่ขรุขระ ไม่ช้ามันก็สงบนิ่งอยู่ใกล้แนวกระถินสูง เราต้องลงเดิน เพื่อลัดเลาะแนวไม้ไปยังบ้านหลังนั้น ครั้งที่ผ่านมาจำได้ว่ามีน้ำเจิ่งนองเต็มไปหมด ต้องใช้เรือพายข้ามไปถึงบ้าน หากวันนี้พื้นดินแห้งสนิท บางส่วนแตกแยกให้เห็นร่องรอยความแล้งของฤดูกาลที่เป็นอยู่
“น่าผิดหวังเสียจริงที่พัดไม่อยู่” เพื่อนฉันบ่นพึม
“งั้นเราไปเดินเล่นดีกว่า ไปที่ตรงนั้นไง มีบึงน้ำใส มีต้นหว้าสูง มีชิงช้าไม้ให้เรานั่งเล่น”

ฉันเสนอเพื่อนก็ตอบสนองทันที ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฉันป่วย หากเธอเป็นเพื่อนที่ไม่เคยเห็นขัดแย้งกับฉัน เธอเป็นคนใจดีและสงบเย็นยามอยู่ใกล้ทุกเมื่อ หลายคนจึงหนีร้อนมาพึ่งไอเย็นจากเธอ คุณค่าในตัวเธอจึงจับใจฉันมานานวัน หนทางข้างหน้าในภพใหม่ จะได้พบเธอผู้แสนดีคนนี้อีกหรือไม่หนอ…ฉันเริ่มนับจำนวนผู้คนที่อยากพบอีกในใจ
เหลวไหลเสียจริง ถ้าฉันอยากพบ ฉันก็ควรไปพบพวกเขาเสียในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ฉันยังมีโอกาสอยู่นี่

ฉันกับเพื่อนย่ำรอยเท้าไปตามคันนา สัมผัสกลิ่นธรรมชาติของท้องทุ่ง
“ฉันจะเก็บภาพเธอไว้ให้เต็มห้อง แม้ว่าในใจฉันจะมีเนื้อที่มากมาย”
“เธอพูดได้จับใจฉันเสียจริง”
ฉันหัวเราะแล้วยิ้มชื่นในอิริยาบถต่างๆ ให้เพื่อนได้บันทึกภาพเก็บไว้ดูยามที่ร่างนี้เคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว

เราพากันเดินไปหยุดที่ใต้ต้นหว้าสูงใหญ่ ฉันหยุดยืนมองมันอยู่เป็นนาน นึกถึงกิ่งแข็งแรงที่ขึ้นไปป่ายปีนเมื่อครั้งมาที่นี่ใหม่ ๆ ความสนุกสนานและรสชาติเฝื่อนของผลหว้ายังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าครั้งนี้จะไม่มีผลหว้าให้เห็นแต่ฉันไม่เคยลืมผลเล็ก ๆ สีดำมะเมื่อมที่จับพราวทั่วกิ่งก้าน ไม่มีภาพใดจางหายไปจากชีวิตฉัน…ไม่มีเลย

ฉันนั่งเอนกายพิงต้นหว้ามองดูเพื่อนสนุกกับการโยนตัวบนชิงช้าไม้ ปากก็ส่งเสียงขับเพลงโปรดของเธอ แล้วเสียงนั้นก็ชะงัก มีคำพูดแทนที่ขึ้นว่า
“อยากได้เพลงอะไรก็บอกนะ”
ฉันได้แต่ยิ้ม มีบทเพลงไหนอีกนะที่ฉันไม่เคยร้อง ครั้นริมฝีปากอีกฝ่ายปิดสนิท ฉันเป็นฝ่ายเริ่มต้นเพลง santa lucia แล้วไม่ช้าก็มีเสียงประสานตามมา ท่วงทำนองกังวานไปทั่วท้องทุ่ง เราสุขใจเสมอที่ได้เอ่ยเอื้อนบทเพลงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างไม่รู้เบื่อ พอสิ้นเสียงเพลงของเรา ฝูงกาก็เริ่มบรรเลงบทเพลงของตัวเองบ้าง มันไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะเอ่ยชมหรือด่าทอกับเสียงที่แผดจ้าผ่านลำคอนั้น
“ฉันรู้จักคนๆ หนึ่ง เขาอยากมีผืนดินสักห้าหมื่นไร่” ฉันเริ่มต้นเล่าเรื่อง
“ใครอีกล่ะ ฉันรู้จักไหม” ฉันส่ายหน้า
“เขาเป็นเพื่อนที่ดี เพื่อนที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยแต่เขาฝันจะมีที่ถึงห้าหมื่นไร่ เขาบอกว่าคนเรามีสิทธิ์จะฝันได้ ฉันถามเขาว่ามีไปทำไมตั้งมากมาย เขาบอกว่าเพื่อสรรพสัตว์ในโลกนี้ ในที่ของเขาจะปลูกป่าด้วยต้นไม้ทุกชนิด ไม่ซ้ำกัน จะขุดสระคูคลองหนองบึงเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ กบ เขียด คางคก อึ่งอ่างและสารพัดสัตว์จะได้มีที่อาศัย แล้วที่กว้างๆ อย่างนี้ ฝูงนกจะได้บินผ่านโฉบไปมาอย่างอิสระและไม่ชนกันตกลงมาตาย แต่เธอเชื่อไหม ป่านนี้เขายังไม่มีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองเลยนะ เขาเป็นคนดี เขาคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง เขาจะกันผืนป่าไว้เพื่อสัตว์พวกนั้น”
“ความคิดเขาตลกดีนี่ เป็นนักอนุรักษ์หรือไง”
เพื่อนฉันหัวเราะ ฉันเองก็เคยหัวเราะมาก่อน นึกขันความคิดประหลาดของเขา ทว่าตอนนี้ฉันไม่คิดเช่นนั้นเลย
ฉันรู้ว่าเขาขังตัวอยู่ในป่าคอนกรีตมานานวัน ใจเขาโหยหาบ้านเกิดเมืองนอนในชนบทอันห่างไกล ผืนดินที่เคยเป็นของเขาถูกคนอื่นเข้าแย่งชิงและครอบครองไปแล้ว เขาไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้นเขาจึงฝันเช่นนั้นเสมอ…ฉันเข้าใจ คนเรามีสิทธิ์จะฝันกันได้

“มีคนใจดีผู้มั่งคั่งเคยเสนอที่ให้เขาสัก 300 ไร่ เพื่อให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ เขาว่าไงรู้มั้ย เขาปฏิเสธ”
“ทำไมล่ะ”
“เขาว่าไม่เอา ที่แคบเกินไป ไม่เหมาะกับปีกเสรีของนกเหล่านั้น…ความคิดเขาคมบาดใจฉันเสียเหลือเกิน”
ฉันหยุดหัวเราะเบาๆ นึกถึงเขาคนนั้น
“เขาน่ารัก ซื่อดี ฉันรู้ว่าเขาชอบฉัน กาลเวลาทำให้เขาชอบฉัน”
“แล้วไง ไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเขามาก่อนเลย เขาอยู่ไหนล่ะ”
“เขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่ เขาไม่ใช่ผู้ชายในรสนิยมของฉัน เหตุผลเดียวคือเขาเชย…แต่เวลานี้ฉันว่าเขาเรียบง่ายในแบบฉบับของเขา ถ้าฉันรักเขาขึ้นมา มันก็จะเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวจริงไหม”
“แล้วเธอคิดว่าจะไปพบเขาไหม”
“คิดดูก่อนนะ จริงสิ ฉันน่าจะใส่รายชื่อเขาเป็นบุคคลที่ห้าที่ฉันอยากพบ”
ฉันหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา ใช้หัวดินสอลบรายชื่อบางคนออกแล้วใส่ชื่อเขาแทนที่
“ฉันคิดว่าฉันมีเวลาทันในการได้พบเขาอีกครั้ง”
“กี่คนแล้วที่เธอจดรายชื่อไว้”
“สิบคน”
“อือม์ แล้วผู้ชายสักกี่คนที่เธออยากพบ”
“ห้าคน เขาเป็นคนสุดท้ายพอดี”
“พอดีกับนิ้วมือที่เธอมีเลยนะ อยากรู้ว่าเขาถูกจัดอันดับให้เป็นนิ้วไหนของเธอ”
ฉันยกนิ้วโป้งให้เพื่อนดูแทนคำตอบ แล้วทำท่าประกอบด้วยการเอานิ้วทั้งหมดสี่นิ้วโค้งเข้าหานิ้วโป้งแทนคำอธิบาย และคาดว่าเพื่อนฉันจะเข้าใจ แต่ก็ถูกแย้งว่า
“ไม่ใช่แล้ว เธอต้องวางเขาเป็นอันดับหนึ่งในเมื่อเขาคือนิ้วโป้ง”
“ไม่ เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ฉันคิดถึงเขาในแต่ละวัน เวลาที่ฉันมีปัญหา ฉันมักขอคำปรึกษาจากเขาคนเดียว ฉันอาจมีเพื่อนมากมายแต่คนที่ฉันได้ข้อคิดดี ๆ คือเขาคนนี้ เขาจึงเป็นนิ้วโป้งสำหรับฉันไง”
เพื่อนฉันพยักหน้ารับรู้ เธออาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนิ้วทั้งห้าของฉันก็เป็นได้

“มีเพื่อนคนไหนอีกที่เธอซุกซ่อนไว้”
“อยากรู้หรือ” ฉันอมยิ้ม ปากก็เริ่มเล่า
“เราพบกันโดยบังเอิญ เขาดูเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต เขามีความคิดละเอียดที่อาจไม่เหมือนใครและก็ดูเหมือนเขาอยากจะแตกต่างจากใครๆ ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบ เขามีบางสิ่งคล้ายฉันและเขาพยายามซุกซ่อนไว้”
“อะไรหรือ”
“อารมณ์ศิลปินไง ฉันและเขาเหมือนกันตรงที่เป็นผู้ขาดทุนทางอารมณ์ หวั่นไหวได้ง่ายแม้เพียงมองระลอกพลิ้วของสายน้ำ หยาดฝนโปรย ท่วงทำนองดนตรีที่ไพเราะ หรือแม้แต่ตัวหนังสืองดงามแฝงความคิดอันลึกซึ้ง แต่เขาปฏิเสธเสมอมา เพียงเพราะเขาอยากแตกต่างจากคนทั้งโลกหรือแม้แต่ฉัน แต่ฉันก็ชอบเขานะ พบเขาไม่เท่าไหร่เลย เขาเข้ามานั่งอยู่กลางใจฉันได้ไงไม่รู้ แล้วฉันก็เอ่ยปากอำลาเขา”
“ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าเธอชอบเขามากขนาดไหน ทำไมจึงบอกลาเขาล่ะ”
“ฉันกลัวว่าวันต่อไป ฉันจะรักเขาจนถอนใจจากไม่ได้น่ะสิ”
“แล้วเขาว่าไง”
“เขาไม่พูดอะไรสักคำ เราจากกันด้วยความไม่เข้าใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ลืมหรอก ฉันเตรียมคำพูดไว้ให้เขาแล้ว”
“เธอจะบอกลาเขาชั่วนิรันดร์ใช่มั้ย”
“ไม่ ฉันจะบอกเขาตามตรงว่าฉันชอบเขาและจะขอคงความรู้สึกนั้นไว้ ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะมีความรู้สึกนั้นให้ฉันไหม” ฉันหัวเราะ นึกถึงวันที่จะได้เผชิญหน้ากับคนที่อยู่ในใจฉัน
“ฉันชักอยากเห็นเขาแล้วสิ…”
“ถ้าโชคดีนะ ต้องได้เห็นเขาแน่”

“คนต่อไปล่ะ”
เพื่อนฉันมีดวงตาเป็นประกาย อยากฟังในสิ่งที่ฉันเล่าเป็นครั้งสุดท้าย
“ผู้ชายคนนี้เขาเป็นคนดี เป็นแฟมิลี่แมน…”
“ว้า เธอเผลอใจไปชอบผู้ชายมีครอบครัวแล้วได้ยังไงเนี่ย”
“แค่ชอบจะผิดอะไรล่ะ” ฉันเถียง เพื่อนจึงพยักหน้าหงึกๆ ให้เล่าต่อ
“เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ในแต่ละวันเราทั้งคู่จะเป็นผู้มาถึงที่ทำงานแต่เช้าตรู่ และแทนที่จะส่งยิ้มกันอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งเขาจึงแวะทักถาม ฉันรีบให้คำตอบ เพื่อเขาจะได้มีประโยคต่อไปถามฉันอีก คำสนทนาของเราจึงเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครรู้ แต่แววตาฉันปิดไม่มิดหรอก มีเพื่อนสังเกตเห็น เขาเองก็เช่นกัน… เรามีความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน ให้ดวงตาที่ดี ให้น้ำใจที่ดี ให้น้ำเสียงที่ไพเราะแก่กัน…ก็แค่นี้เอง เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่วันเวลาของเราก็จบลงเพราะฉันได้งานใหม่และเขาสนับสนุนให้ฉันก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่านั้น เราพูดโทรศัพท์กันปีละครั้ง ก่อนวันสิ้นปีจะผ่านพ้นไป และฉันคิดว่า ฉันจะเลือกใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
“ฉันไม่อยากคิดถึงวันนั้นเลย”
“ดีแล้วละ ฉันเบื่อที่จะต้องพบกับวันสิ้นปีแล้วก็วันเริ่มต้นปีใหม่อีก ฉันคิดว่ามันพอเพียงสำหรับฉันแล้ว”
ฉันนึกถึงผู้ชายที่ดูภูมิฐานคนนั้น เขามีส่วนที่ละม้ายพ่อของฉัน อกกว้างของเขาดูอบอุ่นและน่านิ่งซบเป็นเวลานาน ฉันรู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดี บางเวลาฉันนึกอยากเป็นลูกสาวเพื่อจะได้กอดเขาไว้และได้ไออุ่นจากเขาในแต่ละวัน

“เงียบไปทำไมล่ะ เล่าต่อสิ” เธอคะยั้นคะยอ พลางนับนิ้วว่าฉันเอ่ยถึงผู้ชายไปกี่คนแล้ว
“เขาคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนแรกในใจฉัน แล้วเขาก็ทำให้ฉันมีรอยร้าวเล็กๆ อยู่ในใจ ฉันรู้ว่าเขาชอบฉันและฉันก็รักเขา แต่พลังความรักในใจฉันมันไม่เท่ากับแรงผลักดันในใจเขาที่จะกวาดผู้หญิงทั้งโลกไว้ในอ้อมกอด”
“เจ้าชู้ละสิ”
“คงงั้นมั้ง เขากอดผู้หญิงได้ทั้งที่ไม่รัก เขาเป็นอย่างนั้น จิตเขาลื่นไหลไปมา วันนี้อาจพอใจกับผู้หญิงคนนี้ พรุ่งนี้ความรู้สึกของเขาก็จะเปลี่ยนไปอีก จิตเขาไม่เคยนิ่งได้เลย แต่รู้มั้ย ข่าวคราวที่ฉันได้รับ ตอนนี้ชีวิตเขาพบกับความสงบนิ่งแล้ว เขาก้าวเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาศาสนาอันสงบเย็น ก็ดีแล้ว ฉันจะพาเธอไปกราบลาท่านในเร็ววันนี้”
“ทีนี้ก็ถึงคนสุดท้ายสักที”
“ใช่ คนสุดท้าย น่าแปลกที่ฉันคิดถึงเขาเป็นคนสุดท้าย แต่เขากำลังจะเป็นคนที่ฉันต้องการไปพบเป็นคนแรก”

ใบไม้สีน้ำตาลไหวตัวลงสู่พื้นดินด้วยลีลางดงามยิ่งนัก ใบแล้วใบเล่า…ร่วงพรูลงสู่พื้น ฉันแหงนขึ้นไปมองตามกิ่งก้าน พบใบไม้สีเหลืองอยู่ประปรายท่ามกลางความเขียวขจี ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะสละตัวเองด้วยลีลาดุจเดียวกัน วงจรของธรรมชาติและเป็นความงามของชีวิต เหมือนดักแด้ตัวนั้นที่เฝ้ารอวันเวลาเหมาะสมก่อนจะขยับตัวดิ้นรนออกมาสู่โลกภายนอกด้วยปีกอันงดงามแล้วบินจากที่เดิมไปสู่โลกอันเสรีของมัน นั่นไง
ฉันพบผีเสื้อตัวนั้นขยับปีกช้าๆ แล้วโฉบลงไปที่กลางดวงดอกไม้ ลิ้มรสน้ำหวานจนอิ่มเอมใจแล้วจึงขยับปีกเล็ก ๆ วนไปมาอย่างร่าเริงใจ ไม่ผิดกับวันเยาว์วัยเก่า ๆ นั้น
แต่บัดนี้ฉันกลายเป็นใบไม้สีเหลืองไปเสียแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็จะปลิดจากกิ่งก้านร่วงลงสู่พื้น…

“ในบรรดาผู้ชายที่ฉันรู้จักเขาเป็นคนเดียวที่แสดงเจตนาจะนอนกับฉัน” ฉันอดหัวเราะไม่ได้ นึกถึงแววตาเขา
“อะไรนะ”
“ใช่ เขาเป็นคนเดียวที่มีหลักการบ้าๆ อย่างนั้น เวลาพบกัน ฉันรู้ว่าสายตาเขาจับจ้องเนื้อตัวฉันที่ส่วนใดบ้าง” ฉันหัวเราะ
“มันอาจมีแววหื่นกระหายรักอยู่บ้างแต่ก็ดีไม่ใช่หรือที่เขาไม่คิดเก็บงำมันไว้ เขาเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งและก็ดูจริงใจดีเหมือนกัน”
“เธอก็… คิดอะไรอย่างนั้น”
“ไปเถอะ ฉันโทร.บอกเขาแล้วว่าฉันจะไปพบเขาในวันนี้ ฉันจะอยู่ทานข้าวมื้อค่ำกับเขา เราจะพูดคุยกันอย่างหมดเปลือก ฉันจะได้ตอบคำถามเขาสักทีว่าทำไมฉันจึงไม่เคยอยากให้เขามาเป็นคู่รักของฉัน”
เพื่อนผู้แสนดีขับรถไปส่งฉันที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง
“ฉันจะมารับเธอนะ โทร.บอกฉันเมื่อเธอพร้อมจะกลับล่ะ”
ฉันพยักหน้า ส่งสายตามองรถที่แล่นจากไป….

นาทีต่อไป ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พบพี่ปองยืนอยู่หน้าลิฟต์ เขารอฉัน ท่าทีประหม่า เขินอาย ฉันส่งยิ้มให้เขา เขาไม่ยิ้มหากรวบตัวฉันกอดเข้าไว้ในวงแขนจงใจแผ่ความอบอุ่นให้ฉันได้รู้สึก ฉันรู้ เขาอยากทำเช่นนี้มานานวันแล้ว

“We may give without loving,
but we cannot love without giving.”

เขาเปิดประตูห้องให้เห็นบรรยากาศในการต้อนรับฉัน ฉันมองดูโต๊ะอาหารเล็กๆ มุมห้อง มีเทียนสวยประดับประดา มีอาหารมื้อค่ำที่เขาบรรจงทำเพื่อฉัน แน่ละ เขาปรารถนาจะมีวันนี้ วันที่ฉันปราศจากฝุ่นผงในหัวใจ เปิดมันออกมาแล้วรับความรู้สึกที่อยู่ก้นบึ้งในหัวใจเขาแทนที่
วันเวลาที่ผ่านมา ฉันบ่ายเบี่ยงการพบปะเขาตามลำพัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดวงตาที่เขาจ้องมองอย่างจริงจัง แน่ละฉันต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ฉันหนีมาตลอดชีวิต แต่น่าแปลกแววตาที่เขาเปิดเผยอย่างกระจ่างนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกคุ้นแล้วอยากเผชิญกับมันในวันนี้ ฉันตัดสินใจมาพบเขา…เพียงเพราะอยากตอบแทนความอดทนที่เขามีมาตลอด ที่สำคัญเขาแสดงให้ฉันเห็นแล้วว่าเขารอคอยฉัน ไม่เคยคิดหาใครมาแทนที่ เขาต้องการฉันเพียงผู้เดียวเท่านั้นให้เป็นส่วนเติมเต็มในชีวิตที่เงียบเหงาของเขา

อีกไม่นานค่ำคืนนี้ก็จะหมดลง ฉันจะไม่พูดอะไรมาก พรุ่งนี้เช้า เพื่อนสาวของฉันจะยิงคำถามไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นฉันก็พร้อมที่จะตอบคำถามเธอ แต่ตอนนี้ดูสิ แววตาที่เคยหื่นกระหายเปลี่ยนไปแล้ว เขามองฉันด้วยหัวใจรักที่ขังไว้นานวัน มันมีแววหวานไม่น้อยเลย…มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากร้องขอก่อนที่ลมหายใจจะหมดสิ้น ขอให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวาเหมือนผีเสื้อปีกบางตัวนั้น ก่อนที่ใบไม้ตรงหน้าเขาจะปลิดปลิวจากกิ่งก้าน…

ขอเถิดนะ พระอาทิตย์อย่าเพิ่งโผล่หน้ามาทักทายฉันได้ไหม

อิตาลีลั่นประเดิม 3 แต้ม กำชับ อย่าประมาท เดนมาร์กโวมีพลิก

“อิลแทร็ป” โจวานนี ตราปัตโตนี ประกาศอิตาลีเก็บ 3 แต้มประเดิมยูโร 2004 กลุ่ม ซี สั่งลูกทีมห้ามประมาท “โคนม” เดนมาร์ก เด็ดขาด ขณะที่ “โธมัส เฮลเว็ก” มั่นใจเดนมาร์กมีลุ้นสร้างเซอร์ไพรส์ ช่อง 7 ถ่ายทอดสด เวลา 23.00 น. ส่วนคู่ “สวีเดน-บัลแกเรีย” ไร้ปัญหา นักเตะลงเล่นได้เต็มที่ นักเตะโปรตุเกสยอมรับสมควรแพ้ในเกมนัดเปิดสนาม แต่ขอสู้ต่อไป

ศึกลูกหนังยูโร 2004 ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ เป็นการเล่นรอบแรกของกลุ่ม ดี คู่แรก “อัซซูรี่” อิตาลี ทีมเต็งแชมป์ จะพบกับ “โคนม” เดนมาร์ก อดีตแชมป์ปี 1992 เจ้าของตำนาน “เทพนิยายแห่งเดนส์” ที่สนามอัลฟองโซ เฮนริเก้ เมืองกิมาเรส เวลา 23.00 น. ช่อง 7 สีถ่ายทอดสด

เกมนี้ โจวานนี ตราปัตโตนี โค้ชทีมอิตาลี มีความมั่นใจอย่างยิ่งและได้ประกาศผู้เล่น 11 ตัวจริงออกมาแล้ว โดยไม่มีการพลิกโผแต่อย่างใด มี จิอันลุยจิ บุฟฟอน เป็นผู้รักษาประตู กองหลัง 4 คน คือ คริสเตียน ปานุชชี, อเลสซานโดร เนสต้า, ฟาบิโอ คันนาวาโร และ จิอันลูก้า ซามบร็อตต้า กองกลางตัวรับ 2 คน คือ ซิโมเน แปร์ร็อตต้า กับ คริสเตียโน ซาเน็ตติ ขณะที่กองกลางตัวรุก 3 คน ประกอบด้วย อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ, เมาโร คาโมราเนซี ส่วน คริสเตียน วิเอรี ยืนเป็นหัวหอกเดี่ยว

แม้มั่นใจว่าจะชนะ แต่กุนซืออิตาลี ตราปัตโตนี ก็ไม่ประมาทแต่อย่างใด โดยมองว่า เดนมาร์ก มีความแข็งแกร่งทางจิตใจ และมีประสบการณ์หลากหลายจากการที่นักเตะออกไปค้าแข้งต่างแดน

“ทีมเดนส์ มีจิตใจแข็งแกร่งจากพวกไวกิ้ง มีการจัดการแบบสแกนดิเนเวียน รวมทั้งยังได้ทักษะแบบละตินมาด้วย พวกเขาเรียนรู้จากประเทศต่างๆ เพราะมีผู่เล่นหลายคนออกไปค้าแข้งในยุโรป ทำให้มีอิทธิพลมาสู่คนอื่นๆ ในทีม”

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะลงเตะแมทช์สำคัญ นักเตะอิตาเลี่ยน ยังแสดงความเป็นประชาธิปไตย เมื่อยกพลไปที่สถานทูตอิตาลี ประจำโปรตุเกส เพื่อลงคะแนนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของอิตาลีด้วย

เดนมาร์กเชื่อมีพลิก

ขณะที่ทีมเดนมาร์ก มีนักเตะที่เล่นอยู่ในกัลโช่ ซีรีส์ เอ อิตาลี หลายคน ไม่ว่าจะเป็น โธมัส เฮลเว็ก, มาร์ติน ยอร์เกนเซน, ยอน ดาห์ล โธมัสสัน รวมไปถึง มาร์ติน เลาร์เซน ที่เคยเล่นให้กับ เอซี มิลาน อีกคนด้วย แต่ มอร์เตน โอลเซน เทรนเนอร์ของทีมโคนมอดใช้บริการของ เยสเปอร์ กรุนชาร์ ที่กลับไปเดนมาร์ก เนื่องจากมารดาเสียชีวิต และโธมัส กราเวอเซน ติดโทษแบน ทำให้ ดาเนียล แยนเซน กับ เดนนิส รอมเมดาห์ล ลงไปแทน

ถึงจะตกเป็นรอง แต่ เลาร์เซน กองหลังกัปตันทีม เชื่อมั่นว่า เดนมาร์กจะแย่งแต้มจากอิตาลีมาได้ โดยให้เหตุผลว่าจากการที่ไปเล่นในอิตาลีมานานทำให้รู้สไตล์ของนักเตะอัซซูรี่ดี ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน เช่นเดียวกับ เฮลเว็ก กองหลังอีกคนที่เล่นในแดนรองเท้าบู๊ทมาถึง 10 ปี เชื่อว่า ทีมโคนมชุดนี้มีดีพอจะสร้างผลงานยอดเยี่ยมในยูโรครั้งนี้

สำหรับคู่นี้มีความแตกต่างกันในเกมนัดเปิดยูโร เมื่อ อิตาลี ไม่เคยแพ้ในเกมออกสตาร์ท และ 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ชนะด้วยสกอร์ 2-1 เหนือ รัสเซีย กับ ตุรกี รวมไปถึงแพ้แค่นัดเดียวในเกมแบ่งกลุ่มรอบแรก คือพ่ายเช็ก 1-2 ในปี 1996 ขณะที่ เดนมาร์ก ไม่เคยชนะนัดเปิดแม้แต่เกมเดียว ส่วนสถิติเจอกันมา 10 ครั้ง อิตาลี ชนะ 7 เดนมาร์ก ชนะ 3 แต่การเจอกันครั้งสุดท้าย เมื่อปี 1999 เดนมาร์ก พลิกชนะ 3-2 หลังจากโดนนำ 0-2 และมีใบแดงถึง 2 ใบ

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

อิตาลี-ผู้รักษาประตู จิอันลุยจิ บุฟฟอน กองหลัง คริสเตียน ปานุชชี, อเลสซานโดร เนสต้า, ฟาบิโอ คันนาวาโร, จิอันลูก้า ซามบร็อตต้า, กองกลาง ซิโมเน แปร์ร็อตต้า, คริสเตียโน ซาเน็ตติ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ, เมาโร คาโมราเนซี กองหน้า คริสเตียน วิเอรี

เดนมาร์ก – ผู้รักษาประตู โธมัส โซเรนเซน กองหลัง โธมัส เฮลเวก, มาร์ติน เลาร์เซน, เรเน เฮนริคเซน, นิคลาส แยนเซน กองกลาง คริสเตียน พอลเซน, ดาเนีบล แยนเซน, เดนนิส รอมเมดาห์ล, จอน ดาห์ล โธมัสสัน, มาร์ติน ยอร์เกนเซน กองหน้า เอ็บเบ้ ซานด์

ผู้ตัดสิน มานูเอล เอ็นริเก้ เมฆูโต (สเปน)

สวีเดนเชื่อจอมเก๋า

ขณะที่คู่หลัง สวีเดน พบกับ บัลแกเรีย ที่เอสตาดิโอ ดราเกา เมืองลิสบอน เวลา 01.45 น. ช่อง 3 ถ่ายทอดสด ทีมไวกิ้ง ไม่มีปัญหาเรื่องนักเตะบาดเจ็บแต่อย่างได้ ลาร์ส ลาเกอร์บัค กับ ทอมมี โซเดนเบิร์ก 2 เทรนเนอร์ของสวีเดน ตั้งความหวังการทำประตูไว้ที่ เฮนริค ลาร์สสัน กองหน้าจอมเก๋า ที่กลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง หลังจากประกาศเลิกเล่นไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยกำลังเล็งว่าใครจะยืนหอกคู่กับ ลาร์สสัน ระหว่าง มาร์คุส อัลบัค กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ด้าน โอลอฟ เมลเบิร์ก กองหลังกัปตันทีมสวีเดน เชื่อว่า ลาร์สสัน ที่ซัดไป 24 ประตูในการลงเล่นทีมชาติ 73 นัด คือตัวแปรสำคัญของเกมนี้

“เฮนริคเป็นผู้เล่นคนสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ของเขาในการได้เล่นในเกมชิงแชมป์หลายรายการ”

สำหรับ บัลแกเรีย แม้ว่ามีข่าวเรื่องผู้เล่นบาดเจ็บก่อนหน้านี้ ทั้ง เวลิซาร์ ดิมิตรอฟ กองหน้าที่เจ็บต้นขา, ซดราฟโก้ ซดราฟคอฟ ผู้รักษาประตู, ดาเนียล โบริมิรอฟ กองกลางเจ็บกล้ามเนื้อทั้งคู่ มาร์ติน เปตรอฟ กองกลางอีกราย มีอาการบาดเจ็บที่ขา แต่ว่าจะฟิลกลับมาเล่นได้ทั้งหมด

ขณะเดียวกับ โบริมิรอฟ กล่าวอย่างมั่นใจว่า บัลแกเรียชุดนี้มีความแข็งแกร่งพอตัว และการที่ถูกมองว่าเป็นรองจะทำให้ทีมผ่อนคลาย ซึ่งจะเป็นความได้เปรียบของทีม พร้อมกันนั้นยังมองว่า 3 แต้มในเกมกับสวีเดน คือเป็าหมายต่ำสุดในแมทช์นี้

“เราไม่มีความกดดัน ดังนั้น จึงผ่อนคลาย และนั่นคือความได้เปรียบ สำหรับ สวีเดนเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เป็นคู่แข่งที่สู้ด้วยยากแน่ แต่ในส่วนเกมรับของพวกเขาดูจะเป็นจุดอ่อนที่สุดในทีม ขณะที่เรามีนักเตะที่มีความเร็ว และทักษะดี ซึ่งพร้อมจะสร้างปัญหาให้พวกเขา และชัยชนะเท่านั้นคือสิ่งที่เราต้องการในแมทช์นี้”

ส่วนรายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

สวีเดน – ผู้รักษาประตู แม็กนุส เฮดแมน กองหลัง เท็ดดี ลูซิช, โอลอฟ เมลเบิร์ก, อันเดรียส ยาคอบส์สัน, เอริค เอ็ดแมน กองกลาง คริสเตีย วิลเฮล์มสัน, โธเบียส ลินเดอร็อธ, คิม คาลสตรอม, เฟรดริก ลุงเบิร์ก กองหน้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เฮนริค ลาร์สสัน

บัลแกเรีย – ผู้รักษาประตู ซดราฟโก้ ซดราฟคอฟ กองหลัง อิวาโล เปตคอฟ, โรเซน คิริลอฟ, เปรแดร็ก พาสซิน, วลาดิเมียร์ อิวานอฟ กองกลาง มาร์ติน เปตรอฟ, สติลิยัน เปตรอฟ, มาริยัน ฮริสตอฟ, จอร์จี้ เปเยฟ กองหน้า โซรัน แยนโควิช, ดิมิตาร์ แบร์บาตอฟ

ผู้ตัดสิน ไมค์ ไรลีย์ (อังกฤษ)

“ฟิโก้” รับโปรตุเกสสมควรแพ้

ส่วนการแข่งขันเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการเล่นนัดเปิดสนาม ซึ่งเกิดการพลิกล็อกขึ้น หลังจากที่ “เจ้าภาพ” โปรตุเกส พ่ายให้กับ กรีซ 1-2 โดยที่ กรีซ ออกนำไปก่อนถึง 2 ประตู จาก จอร์จอส คารากูนิส นาที 7 กับจุดโทษของ อันเจลอส บาซินาส นาที 57 ส่วนเจ้าภาพได้จากลูกโขกของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ตัวสำรอง ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

หลังการแข่งขัน หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี โค้ชชาวบราซิลของโปรตุเกส ยอมรับว่าแมทช์หน้า ที่จะพบกับ รัสเซีย คือเกมชี้ชะตาของ โปรตุเกส ว่าจะอยู่หรือไปในยูโร 2004 หลังจากประสบความพ่ายแพ้ในเกมนัดเปิดสนาม และสาเหตุที่แพ้เพราะคุมแดนกลางไม่ได้

“ในการแข่งขันแบบสั้นๆ เพียง 3 เกมในรอบแรกอย่างนี้ นัดเปิดสนามคือเกมที่สำคัญมาก นัดหน้ายิ่งสำคัญ มันคือเกมเป็นหรือตายเท่านั้น”

ขณะที่ หลุยส์ ฟิโก้ เพลย์เมคเกอร์ของโปรตุเกส ก็ยอมรับว่า นัดนี้นักเตะเจ้าภาพผิดพลาดมากมาย ซึ่งการเล่นในระดับนี้เมื่อพลาดก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน

“เมื่อคุณเล่นในระดับสูงอย่างนี้ ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนกับความผิดพลาด เราพลาดง่ายๆ และเสียบอลในแดนกลางตลอด ผมคิดว่าเราออกสตาร์ทเกมนี้อย่างลำบาก โดนยิงนำเร็ว แล้วเล่นกันอย่างลำบาก ผมคิดว่าเราสมควรแพ้”

ด้าน อ็อตโต เรห์ฮาเกล เทรนเนอร์ชาวเยอรมัน ที่พากรีซคว้าชัยชนะนัดแรกในทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ได้สำเร็จ ชี้ว่านี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองกรีก

สเปนรับมีโชคเฉือนหมี

ส่วนอีกคู่ สเปน ต้องลุ้นอย่างหนักกว่าเอาชนะ รัสเซีย 1-0 ด้วยประตูชัยของ ฆวน คาร์ลอส บาเลรอน กองกลางที่เปลี่ยนตัวลงมาในนาที 60 นอกจากนั้น รัสเซีย ยังเหลือผู้เล่แค่ 10 คน เมื่อ โรมัน ชาโรนอฟ รับใบเหลืองที่ 2 โดนไล่ออกจากสนามไป

บาเลรอน ฮีโร่ที่ซัดประตูชัยทั้งที่ลงสนามมาได้ถึง 10 วินาที กล่าวว่า “ผมคิดว่าเราโชคไม่ดีที่ไม่ได้ประตูในครึ่งแรก แต่สุดท้ายเราก็เชิดหน้าได้ ด้วยประตูที่พิสูจน์ว่าเราเป็นทีมที่สุดใจขาดดิ้นแค่ไหน ประตูของผมถือว่ามีโชค เพราะมันเป็นจังหวะแรกที่ได้สัมผัสบอล และส่งมันเข้าไปตุงตาข่ายได้สำเร็จ”

ตรางคะแนนยูโร 2004 กลุ่ม เอ

แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม

กรีซ 1 1 0 0 2 1 3

สเปน 1 1 0 0 1 0 3

รัสเซีย 1 0 0 1 0 1 0

โปรตุเกส 1 0 0 1 1 2 0

“ยายไฮ”ได้เห็นผืนนาแล้วแต่โคลนยังสูง

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 อุบลราชธานี กองบัญชาการทหารพัฒนา ได้ขุดเจาะและระบายน้ำออกจากฝายห้วยละห้า กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เพื่อคืนที่ดินให้แก่นางไฮ ขันจันทา และราษฎรรวม 19 ราย ปรากฏว่าน้ำได้ระบายออกเกือบหมดอ่างแล้ว ชาวบ้านนาตาลต่างลงลุยโคลนเพื่อจับปลาในอ่างเก็บน้ำกันอย่างสนุกสนาน โดยที่ดินมีประมาณ 400 ไร่ แต่กลายเป็นโคลนตมสูงกว่า 50 เซนติเมตร ยังปรากฏร่องลำน้ำและคันนาเดิมให้เห็นได้ ทั้งนี้กลุ่มราษฎรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายห้วยละห้า ได้นำไม้ไปปักแสดงแนวเขตที่ดินเดิมไว้แล้ว

นางไฮกล่าวว่า ดีใจที่ได้เห็นที่นาเดิม หลังจากที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดินคืนมาตลอด 27 ปี ส่วนการนำไม้ไปปักไว้เพื่อเป็นการแสดงแนวเขตที่ดินเดิม ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของรายอื่น ตนจดจำตอไม้ในที่นาเดิมได้ และมีคันนาเดิมให้เห็นอยู่ โดยจะได้ขอให้ราษฎรอีก 18 ราย มาตรวจสอบที่นาเดิมของแต่ละรายด้วย

“ที่นาเดิมมีโคลนตมจำนวนมาก จึงขอให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยปรับปรุงสภาพพื้นที่ ตามที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อตกลงกับกลุ่มราษฎรเอาไว้ ทั้งนี้ได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะทำนาในปีนี้ไว้แล้ว” นางไฮกล่าว

นอกจากนี้ เรื่องราวการต่อสู้ของนางไฮได้ถูกถ่ายทอดเป็นบทเพลง บรรยาถึงชีวิตของนางไฮหลังถูกยึดที่นาไป ทำให้จากที่เคยเป็นคนร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ต้องตกต่ำถึงขั้นเป็นกรรมกรแบกหาม ลูกหลานทุกข์ยากลำบาก ครอบครัวแตกแยก โดยผู้แต่งเพลง คือ นายเอกรัฐ โลหะสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านนาเยีย กิ่ง อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี ซึ่งกล่าวว่า ต้องการให้เรื่องราวของนางไฮเป็นตำนานของนักสู้ที่ปกป้องสิทธิด้วยความอดทน และสะท้อนให้สังคมราชการทราบว่า การทำโครงการพัฒนาใดๆ ต้องรับฟังปัญหาและความเดือนร้อนของประชาชนด้วย

นอกจากเพลง “ยายไฮ” ยังได้แต่งเพลง “จดหมายเอื้ออาทร” และเพลง “คนไม่มีเส้น” ที่บรรยายถึงขั้นตอนการร้องเรียนตลอด 27 ปี แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล จึงตัดสินใจทุบทำลายเขื่อนแห่งนี้ จน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้คืนที่ดินให้กับนางไฮ

“เจี๊ยบ” ถอยตั้งหลัก”อ๊อฟ” ฉาว!ทางบ้านไม่ปลื้ม

นับตั้งแต่ อ๊อฟ-อภิชาติ ตกเป็นข่าวฉาวมีลูกกับ ลูกกวาด สาวช่างแต่งหน้าในกองละคร ทำ ให้แฟนสาวตัวจริง เจี๊ยบ-พิจิตรา สิริเวชชพันธ์ โดนดึงเข้าไปพัวพันด้วยตลอด จนตอนนี้ เจี๊ยบ เริ่มเหลือ อด “เรื่องข่าวพี่อ๊อฟ ตอนนี้เริ่มเงียบๆไป แต่ไม่รู้จะยังไง เจี๊ยบไม่อยากเข้าไปยุ่ง ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวเยอะมาก จนเจี๊ยบเกรงใจครอบครัว ขนาดเราไม่ได้เกี่ยวข้องยังโดนดึงเข้าไปด้วย ทำให้เจี๊ยบอึดอัดมาก เท่าที่ทราบ พี่อ๊อฟไปตรวจดีเอ็นเอแล้ว แต่ว่าทางโน้นยังไม่ได้พาเด็กไป ไม่รู้จะจบยังไง ข่าวที่เกิดขึ้นถามว่ามีผลในการคบกันมั้ย อยากบอกว่าเหมือนเราเติมน้ำเต็มแก้ว แล้วเราก็เทออกเอง ทุกวันยังคุยกัน แต่เป็นแบบพี่แบบเพื่อน มีอะไรยังปรึกษา ให้กำลังใจกันได้ เมื่อก่อนดูๆกันอยู่ แต่ตอนนี้ตอบยาก พี่อ๊อฟก็ยังโทร.มาเหมือนเดิม

ส่วนข่าวว่าแม่เจี๊ยบไม่ปลื้มพี่เขา ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แม่ก็คุยกับพี่อ๊อฟปกติ แต่แม่เจี๊ยบเป็นคนพูดน้อย เวลามีข่าว เจี๊ยบเข้าใจที่บ้าน แล้วเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ในขณะที่ไม่รู้ว่าใช่ลูกพี่อ๊อฟหรือไม่ใช่ สำหรับการคบหรือไม่คบกัน เจี๊ยบไม่รอเรื่องผลตรวจ แต่ยอมรับว่าความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ถามว่าการคบกันตอนนี้หยุดมั้ย ก็ไม่ปิดกั้นตัวเขา แต่เจี๊ยบคงไม่ เหมาะจะมีใครอีก (ทำเสียงเศร้าๆ) จากข่าวมีผลในการคบกันบ้าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนสองคน แต่เจี๊ยบก็ฟังคนที่บ้านด้วย อยาก ให้เขาสบายใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้น พี่อ๊อฟได้ขอโทษเจี๊ยบตั้งแต่แรก และก็เล่าให้ฟัง แต่ข่าวก็ออกมาเยอะมาก จนรู้สึกเหนื่อย

เท่าที่รู้จัก พี่อ๊อฟก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ แล้วตอนนี้เขาเครียดมาก แต่ยังดีที่มีแม่ช่วยจัดการ เจี๊ยบเน้นให้กำลังใจ ใครที่รู้จักพี่อ๊อฟ จะรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เจี๊ยบ เห็นใจนะ และเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้” ถามว่า ถ้าสมมติผลออกมาว่าใช่ ลูก อ๊อฟ จะทำอย่างไร เจี๊ยบ ตอบ “เจี๊ยบขอยึดที่บ้านเป็นหลักค่ะ ถ้าเขาบอกว่าไม่ก็คือไม่ กับโอกาสที่จะศึกษากันต่อ อันนี้ต้องดูไปเรื่อยๆ ไม่รู้อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร”.
ที่มา ไทยรัฐ

ฮืออาถรรพณ์ “พุ่มพวง” ลูกชายจุดธูปไหว้ ไฟดับทั้งงาน

ชาวบ้านฮืออาถรรพณ์ “พุ่มพวง” ไฟฟ้าดับทั้งเวทีขณะ “น้องเพชร” จุดธูปไหว้ ครูเพลงชื่นชมทายาทลูกทุ่งสาวมีแววนักร้อง หลายค่ายรุมจีบ ทายาทราชินีลูกทุ่งรับอยากเดินตามรอยแม่ แต่ไม่มั่นใจจะร้องลุกทุ่งหรือสตริง “ลพ บุรีรัตน์” ยันพร้อมสานฝันให้ แต่ต้องทำตอนนี้เพราะอยู่ในช่วงขาขึ้น

งานคอนเสิร์ตรำลึกราชินีลูกทุ่งปีนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ในชื่อ “ดวงจันทร์ในดวงใจ” ซึ่งหน่วยงานใน จ.สุพรรณบุรี และคลื่นลูกทุ่งรักไทย เอฟเอ็ม 98 จัดขึ้นในวาระครบรอบ 12 ปี ของการจากไปของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่ง ที่วัดทับกระดาน อ.สองพี่น้อง ซึ่งแฟนเพลงชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงทยอยเดินทางมาร่วมงานกันมากมายนับหมื่นคน ที่ศาลาทรงไทยกลางน้ำ ใกล้ต้นไทรทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งหุ่นรูปของพุ่มพวง ซึ่งมีแฟนเพลงนำดอกกุหลาบสีแดง พวงมาลัยดอกดาวเรือง ธูปเทียนมาไหว้กันแน่นขนัด ทำให้บริเวณนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปเทียน บางคนเสี่ยงเซียมซี ขอเลขเด็ด บางส่วนก็ขูดหาเลขเด็ดจากต้นไทรที่อยู่ใกล้กัน

ส่วนที่ศาลาการเปรียญ วัดทับกระดาน มีการตั้งโกศบรรจุอัฐิของราชินีลูกทุ่งบนโต๊ะหมู่บูชา ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิดอย่างสวยงาม พร้อมไฟประดับแพรวพราว มีแฟนเพลงที่มาร่วมงานนั่งอยู่ด้านหน้าเต็มศาลา อีกด้านหนึ่งของศาลาซึ่งเป็นที่ตั้งหุ่นของพุ่มพวง แฟนเพลงต่างนำดอกไม้ ธูปเทียนมาไหว้และอธิษฐานของหวยเช่นกัน

สำหรับในช่วงเช้า ทางวัดได้จัดกิจกรรมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ พุ่มพวง ดวงจันทร์ โดยมี ว่าที่ ร.ต.สุพีร์พัฒน์ จองพานิช นายอำเภอสองพี่น้อง เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสุวัฒน์ จำสว่าง รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี และนายวิเชียร คำเจริญ (ลพ บุรีรัตน์) ครูเพลงคู่ขวัญของพุ่มพวง พร้อมนักร้องลูกทุ่ง อาทิ เจี๊ยบ เบญจพร นพรัตน์ ไม้หอม ไทด์ ธนาพล พิมพา พรศิริ แก้ว มณีทรัพย์ เพชร แพรวา ฯลฯ มาร่วมงาน

ต่อมาในเวลา 10.30 น. คณะของคลื่นวิทยุลูกทุ่งรักไทย เอ็ฟเอ็ม 98 พร้อมนักร้องลูกทุ่งกว่า 50 ชีวิต ได้เดินทางมาถึงบริเวณวัด อาทิ หลิว-อาจารียา พรหมพกฤษ์ ดวงตา คงทอง อำพร แหวนเพชร ปีเตอร์ โฟดิฟาย ดวงจันทร์ สุวรรณี วรนุช พุทธชาติ จิ้งหรีดขาว วงค์เทวัญ สายฝน อุทัยรัตน์ กระต่ายขาว ดาวรุ่ง รุ่ง สุริยา ฝน ศิลารัตน์ ฯลฯ เพื่อร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ จำนวน 109 รูป ในเวลา 11.00 น. โดยมีญาติของพุ่มพวง มาร่วมเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ นายอำนาจ จิตรหาญ พี่ชายคนโต

ส่วน นายไกรสร แสงอนันต์ อดีตคู่ชีวิตของพุ่มพวง และนายสรภพ ลีละเมฆินทร์ หรือ “น้องเพชร” ลูกชายคนเดียวของราชินีลูกทุ่ง ซึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย เมื่อคืนวันที่ 12 มิ.ย. และเดินทางถึงงานในเวลา 16.30 น. โดยทั้งสองเปิดเผยว่า ตั้งใจมาร่วมทำบุญในตอนเช้า แต่มาไม่ทัน

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายสรภพ หรือน้องเพชร ได้ขึ้นซ้อมร้องเพลง “โลกของผึ้ง” ของพุ่มพวง และ “เธอเป็นแฟนฉันแล้ว” ของวงกะลา และเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตนอยากเข้าสู่วงการเพลง แต่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะร้องเพลงสตริงที่ถนัดหรือเพลงลูกทุ่งตามรอยคุณแม่ โดยขณะนี้ก็มีหลายค่ายเพลงทาบทาม แต่ยังต้องคุยกันในรายละเอียดทั้งเรื่องแนวเพลง รวมทั้งตนยังติดภาระเรื่องการเรียนอยู่

“ตอนนี้ผมอยู่ยาวได้ถึง 3 เดือน เพราะเป็นช่วงปิดเทอม โดยระหว่างนี้อยากไปเยี่ยมคุณยายและญาติๆ ของคุณแม่ ส่วนน้าสาวคือ สลักจิตและจันทร์จวง ดวงจันทร์ ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตร่วมกันอยู่แล้ว” ทายาทราชินีลูกทุ่ง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเย็นมีประชาชนจำนวนมาก เดินทางมาร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย และบริเวณรอบงานเต็มไปด้วยร้านค้า ทำให้การจราจรติดขัดเล็กน้อย โดยนายกร ทัพพะรังสี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน

จากนั้น ก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้นในเวลา 18.00 น. นายสรภพ ได้เดินมาจุดธูปไหว้รูปพุ่มพวง ที่ตั้งอยู่ด้านหลังเวที และทันใดนั้นก็เกิดเหตุน่าประหลาดใจคือ ระหว่างที่นายสรภพจุดธูป ไฟฟ้าในงานได้ดับลงอย่างฉับพลัน พร้อมมีเมฆฝนเข้ามาปกคลุม จนกระทั่งเมื่อนายสรภพปักธูปลงในกระถาง ไฟฟ้าก็สว่างขึ้นทันทีและได้ฝนตกหนัก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนอย่างกว้างขวาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าในงานรำลึกถึงพุ่มพวง ดวงจันทร์ ทุกปี จะเกิดเหตุประหลาดเช่นนี้ขึ้นเสมอ อีกทั้งยังมีฝนตกลงมาทุกปีอีกด้วย อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมงานก็ยังคงปักหลักรอชม และงานก็ดำเนินไปตามปกติ

จากนั้นคอนเสิร์ตได้ดำเนินไปตามโปรแกรมที่วางไว้ โดยมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่าง ดาว มยุรี เสรี รุ่งสว่าง กุ้ง สุธิราช สันติ ดวงสว่าง ขึ้นร้องเพลงขับกล่อมผู้ชมที่มากันอย่างคับคั่ง โดยช่วงหนึ่ง นายวิเชียร คำเจริญ หรือ “ลพ บุรีรัตน์” ได้ขึ้นอ่านบทกลอนเพื่อรำลึกถึงพุ่มพวง และบรรดาศิลปินนักร้องลูกทุ่ง ร่วมร้องเพลง “สยามเมืองยิ้ม” และ “นักร้องบ้านนอก” ด้วยกัน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

และในเวลา 22.00 น. สลักจิตร ดวงจันทร์ น้องสาวของพุ่มพวง ได้ขึ้นร้องเพลง “กระแซะเข้ามาซิ” ต่อด้วยทายาทคนเดียวของพุ่มพวง ที่ขึ้นร้องเพลง “โลกของผึ้ง” ส่วน นางเล็ก จิตรหาญ มารดาของพุ่มพวง ไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน เนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้

ด้าน ครูลพ บุรีรัตน์ กล่าวว่า นายสรภพ มีน้ำเสียงดี แต่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเพลงลูกทุ่งมากนัก ต้องฝึกซ้อมอีกพอสมควร ซึ่งถ้าหากทายาทพุ่มพวงอยากร้องเพลงลูกทุ่ง ตนก็พร้อมที่จะสนับสนุน และแต่งเพลงให้ร้องเหมือนกับที่เคยแต่งให้พุ่มพวง แต่ต้องรีบทำในช่วงนี้ เพราะน้องเพชรกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน

“ซุปเปอร์ซีดาน” ซัด2ท้ายเกมพาไก่พลิกจิกสิงโต

“สวิตฯ” 10คนยัน “โครแอต” 0-0 ไข่ไม่แตก

ยูโร 2004 วันที่ 2 บิ๊กแมตช์ “ไก่จิกสิงโต” ดิ้นทดเจ็บ “ซุปเปอร์ซีดาน” ฮีโร่กดฟรีคิก-จุดโทษนำชัย อังกฤษช้ำหนัก เบคแคม พลาดโทษชวดขึ้นนำ 2-0 ก่อนพ่าย ส่วนอีกคู่ สวิตฯ ถูกใบแดงเหลือแค่ 10 คน แต่ยังยันเสมอ โครเอเชีย ไว้ได้ เป็นคู่แรกที่ไข่ไม่แตกสำหรับยูโร 2004

ฝรั่งเศส 2 อังกฤษ 1

การแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2004 กลุ่มบี คู่ที่ 2 ประจำวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ในเวลา 01.45 น. เป็นเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง “ทีมตราไก่” ฝรั่งเศส ของโค้ช “ฌักส์ ซองตินี” จะปะทะแข้งกับ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ทีมขวัญใจชาวไทยของกุนซือมือถือ “สเวน โกรัน อีริคค์สัน” ที่กรุงลิสบอน สนามโจเซ่ อัลวาลาดสเตเดียม ผู้ตัดสินในวันนี้คือ มาร์คุลส์ แมร์กซ์ จากเยอรมนี

เกมในวันนี้ อังกฤษ ตัดสินใจส่ง เลสลีย์ คิงส์ แผงหลังดาวรุ่งจากสเปอร์ส ลงเล่นเป็นแนวรับแทนที จอห์น เทอร์รี่ ที่บาดเจ็บ และใช้ แฟรงค์ แลมพาร์ต แทนที่จะเน้นรับ โดยใช้ นิกกี บัตต์

ส่วนฝรั่งเศส ใช้ มิคาแอล ซิสแวร์สต์ ลงเล่น ส่วนแนวรับจอมเก๋า มาร์เซล เดอไซญี ต้องรอโอกาสที่ม้านั่งสำรอง ด้าน เดวิด เทรเซเกต์ ฟิตสมบูรณ์มีชื่อเป็น 11 ตัวจริง

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
ฝรั่งเศส: ฟาเบียง บาร์กเตซ, วิลเลียมส์ กัลลาร์, มิคาแอล ซิสแวร์สต์, บิเซนเต ลิซาราซู, ลิลิยง ตูราม, โรแบร์ ปิแรส, ปาทริก วิเอร่า, โคลัด มากาเลเล่, ซีเนดีน ซีดาน, เธียร์รี อองรี, เดวิด เทรเซเกต์
อังกฤษ: เดวิด เจมส์, แกรี เนวิลล์, แอชลีย์ โคล, โซล แคมป์เบลล์, เลสลีย์ คิงส์, สตีเฟน เจอร์ราร์ด, เดวิด เบคแคม, พอล สโคลส์, แฟรงค์ แลมพาร์ต, เวยน์ รูนีย์, ไมเคิล โอเว่น

เริ่มเกมการแข่งขัน วันนี้อังกฤษมาในชุดขาวคาดแดง กางเกงดำ ส่วนฝรั่งเศส ชุดเก่งเช่นกัน น้ำเงินคาดแดง กางเกงขาว แค่ 45 วินาที ทีมตราไก่ได้ลูกเตะมุม และนำมาถึงจังหวะต่อเนื่อง วิเอร่า ได้ยิงแต่ข้ามคานไปไกล

อังกฤษเริ่มตั้งเกมติด และเริ่มตอบโต้มาบ้าง นาทีที่ 6 ได้โอกาสทำเกมต่อบอลหลายจังหวะสุดสวย ก่อนสโคลส์ไล่ให้โอเว่นหลุดเข้าไป กำลังจะได้ง้างไกยิงประตู แต่กัลลาร์หุบเข้ามาเบียดบังโอเว่นไว้ได้ในจังหวะสุดท้าย ถือเป็นการเซฟที่ยอดเยี่ยม เพราะหากปล่อยให้โอเว่นได้ยิง โอกาสเป็นประตูสูงมาก

ถูกทักทายเจ็บ ๆ ฝรั่งเศสตอบโต้กลับมาทันที และได้ลุ้นจากฟรีคิกของซีดาน แต่แลมพาร์ตยังโขกถาก ๆ เคลียร์ทิ้งได้หวุดหวิด เกมในช่วงแรก อังกฤษวางแผนมาดีมาก อองรี และซีดาน ยังแทบไม่มีโอกาสได้เล่นบอลเลย

นาทีที่ 15 ฝรั่งเศส เกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ วิเอร่า เปิดบอลทางกราบขวา เทรเซเกต์ วิ่งเข้าไปโขกเปลี่ยนทาง บอลข้ามคานไปนิดเดียว เกมช่วงนี้ ฝรั่งเศส เริ่มคุมจังหวะไว้ได้ทั้งหมดแล้ว เริ่มดาหน้าบุกใส่อังกฤษอย่างหนัก ทำให้นักเตะสิงโตคำรามต้องถอยกรูลงมาตั้งรับกันแน่นในเขตโทษตัวเอง

แม้ฝรั่งเศสจะบุกได้ดีกว่า แต่อังกฤษก็ยังตั้งรับได้เยี่ยม และสวนทุกครั้งที่มีโอกาส เกมโดยรวมยังเล่นได้ดีทั้งสองฝ่ายตามแผนที่วางไว้ แต่สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

ช่วงท้ายครึ่งแรกเกมเริ่มเนือยลง แต่แล้วอังกฤษก็มาได้ประตูขึ้นนำอย่างเหลือเชื่อ จากลูกฟรีคิกทางกราบขวา เบคแคม วางเข้าไป เป็นแลมพาร์ตที่โดดโขกเสียบสามเหลี่ยมเสาแรกเข้าไปอย่างงดงาม อังกฤษขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 38 เวลาที่เหลือ ฝรั่งเศส พยายามลุ้นตามตีเสมอ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ จบครึ่งแรก อังกฤษนำ 1-0

เปิดฉากครึ่งหลัง ยังไม่มีการเปลี่ยนตัว ฝรั่งเศสปรับแผนฉีก อองรี ออกไปทางปีกซ้าย แทนที่จะยืนอยู่ตรงกลางเหมือนครึ่งแรก และเกมก็ดูวูบวาบขึ้น เมื่อ ซีดาน ได้โอกาสยิงไกล แต่เจมส์ยังล้มตัวรับได้เยี่ยม จังหวะต่อมา ปิแรส ไปสอย สโคลส์ โดนใบเหลืองไปเป็นคนแรก จากเกมโต้กลับ อองรี ได้กระชากเข้าไปยิง แต่เจมส์ยังรับไว้ได้ไม่พลาด

ทีมตราไก่ยังมาเป็นชุด อองรี ได้กระชากขึ้นทางซ้าย ก่อนมีเวลาเปิดบอลเข้าไป ลูกโดนแขน เนวิลล์ ในเขตโทษเต็ม ๆ แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร ฝรั้งเศส เร่งเครื่องเต็มสูบ โดยให้บอลไปที่อองรีตลอด ทำให้อังกฤษเริ่มถูกกดดันอย่างหนัก และสโคลส์ก็ไปหวดวิเอร่าเต็ม ๆ ถูกใบเหลืองไปอีกคน

ฝรั่งเศส ตรึงเกมรุกอยู่ข้างเดียว และมีโอกาสหลายครั้ง แต่โดยรวมยังยิงไม่เข้าเป้า ขณะที่อังกฤษทำได้แค่คอยปัดป้องเท่านั้น สำหรับเกมในช่วง 20 นาทีแรกของครึ่งหลัง

แต่แล้วจากจังหวะสวนกลับในนาทีที่ 70 อังกฤษก็มาได้จุดโทษ จากลูกโต้ที่ รูนีย์โชว์ พาบอลกระชากเข้าไปในกรอบโทษ ถูก ซิสแวร์สต์ หวดล้มลง เบคแคม รับหน้าที่ตามเคย แต่ยิงไปถูก บาร์กเตซ พุ่งปัดไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ช่วงท้ายเกม ฝรั่งเศสโหมบุกหนัก และมีโอกาสหลายครั้ง จนย่างเข้าสู่นาทีสุดท้าย เฮลกีย์ ที่เปลี่ยนลงมาเล่นแทน รูนีย์ ไปทำฟาวล์บริเวณหน้ากรอบโทษ และเป็น ซีดาน ที่ยิงฟรีคิกโค้งแรงข้ามกำแพงเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสุดสวย ตีเสมอให้ทีมตราไก่ และแล้วในช่วงทดเจ็บ 3 นาที เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อ สตีเฟน เจอร์ราร์ด ส่งบอลคืนหลังไม่ดี ถูกอองรีฉกไปได้ และเป็นเจมส์ที่พุ่งออกมาทำฟาวล์อองรีแบบเต็ม ๆ ทำให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษ ซีดาน รับหน้าที่สังหารตามเคย ก่อนกดด้วยอีขวาตุงตาข่ายอย่างสุดเฉียบขาด พาทีมคว้าชัยชนะไปได้อย่างเหลือเชื่อ 2-1

สวิตเซอร์แลนด์ 0 โครเอเชีย 0

การแข่งขันเกมแรกประจำวันนี้ “โครเอเชีย” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่น ทำอะไร “สวิตเซอร์แลนด์” ที่ “โฟเกิล” กองกลางตัวเก่ง ถูก 2 เหลืองไล่ออกจากสนามไม่ได้ เจ๊าโนสกอร์ชนิดน่าเขกหัวนักเตะโครแอตอย่างที่สุด เพราะมีโอกาสได้ประตู แต่ยิงพลาดไปแบบไม่น่าเชื่อ

การแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2004 กลุ่มบี คู่แรกประจำวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ในเวลา 23.00 น. เป็นการพบกันระหว่าง “ทีมจากแดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ ของโค้ช “จาคอปส์ คุนซ์” กับ “ทีมตราหมากรุก” โครเอเชีย ของกุนซือ “ออตโต บาริช” ที่กรุงไลเรีย สนามดร.มากัสเยส เปสซัว สเตเดียม ผู้ตัดสินในวันนี้คือ ลูซิลโล บาติสต้า จากโปรตุเกส จำนวนผู้ชมในเกมนี้ 24,090 คน

โดยวันนี้ ศูนย์หน้าสวิตฯ วัย 34 ปี “สเตฟาน ชาปุยซาต์” จะลงเล่นทีมชาติเป็นนัดที่ 102 ด้าน สเตฟาน อองโชซ์ กองหลังจอมแกร่งจากทีมลิเวอร์พูล หลุดไปเป็นตัวสำรอง ถูก แพทริก มุลเลอร์ จาก ลียง แย่งตำแหน่งไปครองได้

ส่วนทางด้าน โครเอเชีย จะขาด ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง สติเป เพลติโคซา ที่ได้รับบาดเจ็บ จนถูกส่งตัวกลับไปแล้ว ทำให้ “โทมิสลาฟ บูตินา” นายทวารจากทีม เอฟซี บรูซ ยึดมือหนึ่งแทนไปโดยปริยาย

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
สวิตเซอร์แลนด์: ยอร์ก สตีล, แบร์นต์ ฮาส, แพทริก มุลเลอร์, มูรัต ยาคิน, คริสตอฟ สปายเชอร์ ราฟาเอล วิคกี, โยฮัน โฟเกิล, เบนจามิน ฮูกเกิล, ฮาคาน ยาคิน, สเตฟาน ชาปุยซาต์, อเล็กซานเดอร์ เฟร
โครเอเชีย: โทมิสลาฟ บูตินา, ดาริโอ ซิมิช, โรเบิร์ต โควัช, โจซิป ซิมูนิช, บอริส ซิฟโควิช, อิวิกา มอร์นา, นิโก โควัช, เนเนด เบลิกา, อิวิกา โอลิช, ดาโด แปร์โซ, โทมิสลาฟ โซโคตา

เริ่มเกมการแข่งขัน ทั้งสองทีมเปิดเกมรุกเข้าแลกกันทันที เกมเป็นไปอย่างดุเดือด แค่นาทีที่ 3 สวิตฯก็โดนใบเหลืองแรกตั้งแต่ไก่โห่ เมื่อ โฟเกิล ไปเสียบผู้เล่นโครแอตด้านหลัง นาทีที่ 11 โครเอเชีย เกือบได้จุดโทษ เมื่อ แปร์โซ กองหน้าตัวเก่งได้โอกาสเล่นบอลในกรอบโทษ ก่อนทิ้งตัวหวังลุ้นจุดโทษ เมื่อแนวรับสวิตฯสไลด์เข้ามาหวังตัดบอล แต่ผู้ตัดสินมองออกว่า เป็นการพุ่งแจกใบเหลืองให้ แปร์โซ ไปเป็นคนที่ 2 ของเกม

แต่แล้วอีก 2 นาทีต่อมา ทีมจากแดนนาฬิกาเกือบได้ประตูนำ เมื่อ อเล็กซานเดอร์ เฟร ได้บอลวางยาวหลุดแผงหลังโครแอต เข้าระยะยิงหน้ากรอบโทษทางขวา เฟร ตัดสินใจซัดทันทีชนิดไม่จับ แต่ บูตินา ยังล้มตัวเซฟได้แบบหวุดหวิด ก่อนแนวรับมาช่วยเคลียร์ทิ้งชนิดเสียวว่า จะโดนชาปุยซาต์เข้าซ้ำแบบเฉียดฉิว

หลังลุยแหลกกันมาพักใหญ่ ช่วงนาทีที่ 20-35 เกมของทั้งสองทีมเริ่มสูสีกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บอลส่วนมากอยู่บริเวณกลางสนาม มีการตัดบอลกันไปมา และทำฟาวล์หยุดเกมคู่แข่งตลอด โอกาสยิงประตูแทบไม่มี

นาทีที่ 37 โครเอเชีย น่าได้ประตูขึ้นนำ จากลูกเตะมุม ยอร์ก สตีล นายทวารสวิตฯ ออกมาตัดบอลพลาด ทำให้บอลลอยเลยไปเข้าหัว นิโก โควัช ที่ทะยานขึ้นโขกคนเดียวโล่ง ๆ ที่เสาสอง ชนิดเหลือแต่เสากับตาข่าย แต่ โควัช คุมบอลไม่อยู่ โขกข้ามคานไปชนิดไม่มีลุ้น ทั้ง ๆ ที่โอกาสเปิดกว้างมาก

จากนั้นอีก 3 นาที โครแอต พลาดได้ประตูนำอย่างเหลือเชื่อที่สุด จากฟรีคิกทางกราบขวาที่โยนเข้าไป แผงหลังสวิตฯเช็กล้ำหน้าพลาด ทำให้ผู้เล่นโครเอเชียอยู๋ในกรอบโทษโล่ง ๆ ถึง 5 คน บอลลอยมาเข้าหัว โจซิป ซิมูนิช ที่โหม่งลงพื้นบอลกระดอนถูก สตีล พุ่งเซฟได้ แต่บอลยังไม่พ้นวิถีอันตราย อิวิกา โอลิช ได้โขกซ้ำโล่ง ๆ แต่กลับโหม่งไปชนคานกระดอนออกหลัง ชนิดแฟนบอลและเพื่อนนักเตะงงกันเป็นไก่ตาแตกว่า ไม่ได้ประตูนำได้อย่างไร

ครบ 45 นาทีแรก ยังเจ๊า 0-0 ชนิด โครเอเชียน่าขึ้นนำอย่างที่สุด

เปิดฉากครึ่งหลัง โครแอต ปรับเกมรุกส่ง มิลาน ราปายิช ลงมาเล่น แต่แล้วแค่ไม่กี่นาทีที่เปิดฉากเตะกันอีกครั้ง “โยฮัน โฟเกิล” มิดฟิลด์แดนนาฬิกา ก็ไปทำฟาวล์และเตะบอลทิ้ง ทั้งที่โดนใบเหลืองไปแล้ว ทำให้ถูกเหลืองที่ 2 ส่งให้ทีมพบกับภาวะคับขัน ต้องเล่น 10 คนอีกเกือบเต็ม ๆ ครึ่งหลัง

สวิตฯรีบแก้เกมทันทีที่เสียเปรียบตัวผู้เล่น ส่ง “ฟาบิโอ เซเลสตินี” แผงกลางลงเล่นแทนกองหน้าอย่าง ชาปุยซาต์ แพ็กเกมให้แน่น แล้วลุ้นเล่นเกมโต้กลับเร็ว ส่วนโครเอเชีย ก็ส่งนักเตะเกมรุก “ดาริโย เซอร์นา” ลงเล่นแทนกองหลังอย่าง ดาริโอ ซิมิช เช่นกัน หวังทำประตูนำให้จงได้

เกมโดยรวมหลังโครแอตได้เปรียบตัวผู้เล่น ทำเกมรุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่มีโอกาสจะแจ้งที่จะยิงประตูขี้นนำ โดยลูกหวาดเสียวที่สุด มาจากจังหวะที่ ยอร์ก สตีล โกล์สวิตฯ กะจังหวะพลาด บอลทิ้งยาวจากโครเอเชียกระดอนข้ามหัวกำลังจะข้ามเส้นประตู แต่สตีลยังฮึดเฮือกสุดท้าย วิ่งไปเซฟบอลไว้ได้อย่างหวุดหวิดที่สุด

15 นาทีท้าย โครเอเชีย เริ่มตันในเกมรุก ขณะที่สวิตฯฮึดขึ้นมา และได้โอกาสยิงจาก ตัวสำรอง เซเลสตินี ที่กดเรียดเต็มแรง แต่ บูตินา ยังเซฟไว้ได้แบบหวุดหวิดที่สุด ชนิดโค้ชสวิตฯกระโดดเฮ!เก้อ เพราะคิดว่า บอลเข้าประตูไปแล้ว

ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมเล่นกันได้อย่างสูสี และจบลงด้วยการทำประตูกันไม่ได้ เสมอกันไป 0-0 แบ่งกันทีมละหนึ่งแต้ม ต้องไปลุ้นในอีก 2 นัดที่เหลือ กับทีมมหาโหด อย่าง ฝรั่งเศส และอังกฤษ

เตรียมความพร้อมท่องเที่ยวหลังหมดโควิด-19 สิ่งดีๆที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยกำลังคาดหมาย

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาที่จำเป็นต้องหยุดเชื้อเพื่อชาติ จะต้องหนีโควิด-19 มิได้ออกไปไหนบางบุคคลจำต้องปฏิบัติงานอยู่กับบ้าน จะต้องดำเนินชีวิตอยู่กับบ้าน และก็คนไม่ใช่น้อยจะต้องว่างงานเพราะเหตุว่าพิษโควิด-19 ดังเช่น ห้างฯใหญ่ๆจะต้องปิดตัวลง และก็รัฐบาลจะต้องสั่งปิดประเทศไม่ให้คนต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพราะว่าถ้าหากคนประเทศอื่นเข้ามาในประเทศมากมายก่ายกองจะควบคุมยาก และก็ยังจะนำเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามาแพร่ระบาดให้ชาวไทยพวกเรา

ปัจจุบันนี้แม้เหตุการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายกันแล้ว ร้านค้า , หรือห้องอาหารเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการกันอีกรอบ แต่ว่าพวกเราก็จะต้องคุ้มครองปกป้องและก็รอบคอบเชื้อไวรัสโควิด-19 กันอยู่ แม้กระนั้นไม่ต้องรีบนะครับไม่ต้องรีบไปไปเที่ยวห้างฯ เพราะเหตุว่าห้างพึ่งจะเปิดรวมทั้งยังจำต้องเปิดอีกนาน คอยให้เหตุการณ์มันดียิ่งขึ้นกว่านี้ หรือรอคอยกระทั่งจะมีวัคซีนฉีดคุ้มครองป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ซะก่อนแล้วพวกเราค่อยนอนใจ ในขณะนี้ต้องการท่องเที่ยวไหน หรือต้องการทำอะไรคิดล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะครับ หรือคิดแผนไว้ล่วงหน้าได้ก่อนเลย

เสมือนผมเลยขอรับว่าหากหมดโควิดแล้วผมจะท่องเที่ยวไหนต้องการรับประทานอะไร แต่ว่าก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาสองเดือนที่ผ่านมาพวกเราก็กินได้นะ สั่งเดลิเวอปรี่มากินที่บ้าน แม้กระนั้นมันก็ไม่ราวกับเปลืองที่ร้านค้าล่ะครับผม บรรยากาศมันคนละอย่าง ฟิลมันมิได้จริงๆต้องการรับประทานสเต็กที่ Santafe ซึ่งจำเป็นต้องนั่งเปลืองที่ร้านค้าได้สิ่งเดียว ไม่มีบริการสั่งเดลิเวอปรี่มากินที่บ้าน เนื่องจากกว่าจะมาส่งถึงก็เย็นจืดจางกันพอดิบพอดี แล้วก็พวกเคเอฟซี เอ็มเค จำต้องนั่งเปลืองที่โต๊ะ ที่ร้านค้าของมันถึงจะได้อารมณ์ได้บรรยากาศ อยากได้เดินห้างไปเดือนดูหนัง

เวลานี้ก็ได้เพียงแค่คิดเพียงแค่คิดแผนเอาไว้ทำเป็นเพียงแค่ต้องการเท่านั้นล่ะครับผม เนื่องจากในช่วงเวลานี้ห้างเพิ่งเปิดใหม่ๆมันมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเยอะแยะ จำต้องเช็คอินด้วยแอพไทยชนะ จะต้องวัดไข้เข้าออกจำต้องล้างมือด้วยเจลล้างมือ ผมเองไม่ต้องการที่จะไปที่คนเยอะๆหรอกนะครับ แม้กระนั้นผมก็คอยได้ คอยให้มันหมดโควิด-19 เสียก่อนค่อยออกท่องเที่ยว อย่างงี้คงจะไม่เป็นอันตรายกว่า

มองแคลลอรี่ของกินทุกมื้อที่กิน เพื่อจะได้ไม่อ้วน

เด็กๆอ้วนแล้วสวยมองตุ้ยนุ้ยดี แม้กระนั้นถ้าเกิดคนแก่อ้วนมากมายๆไม่น่ารัก ด้วยเหตุว่าการที่พวกเราอ้วนมากมายๆเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บได้เอาง่าย ทั้งยังยังไม่คล่องแคล่ว ขยับเขยื้อนตัวได้ทุกข์ยากลำบาก รวมทั้งเวลาทำอะไรเล็กน้อยก็อ่อนล้าง่ายอีกด้วย แล้วก็จะแต่งตัวอะไรก็มองไม่สวยไม่หล่อ และก็เสื้อผ้าก็หาไซส์ยากอีกด้วย หาแฟนยังหายากเลยขอรับ

ผมคนนึงละที่ต้องการมีคู่รักหุ่นดีงามๆสวยๆไม่ต้องการที่จะอยากได้แฟนอ้วนหรอก เวลาควงไปไหนไม่น่าดูเอาซะเลย แล้วเวลาลดหุ่นลดยากด้วยขอรับ แต่ว่าใช่จะลดมิได้นะ ถ้าเกิดจะลดนี่จะต้องมองตั้งแต่การกิน มองว่าพวกเรามีมวลร่างกายมากแค่ไหนในทุกๆวันพวกเราใช้พลังงานไปทั้งผองกี่แคลลอรี่พวกเราจำต้องรับประทานให้น้อยกว่าที่พวกเราใช้ไป เท่านี้พวกเราก็สามารถลดหุ่นได้แล้ว และก็พวกเราจะต้องควบคุมเรื่องการกินอาหารด้วยนะ
– ไม่รับประทานของทอดของมัน
– ไม่ดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ
– ไม่รับประทานชา กาแฟ
– ไม่รับประทานแป้ง
– รับประทานผักและผลไม้มาก
– ดื่มน้ำไม่จำนวนไม่ใช่น้อย
– รับประทานเข้าไปให้น้อยคัดแยกออกให้มากมายกว่าที่เอาเข้าไป
– บริหารร่างกายทุกเมื่อเชื่อวันๆละ 60 นาที ตรงเวลา 5 วันใน 1 อาทิตย์
– ภายหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้วไม่รับประทานอะไรอีก

เหล่านี้เป็นเงาแนวทางเบสิคเบื้องต้นกล้วยๆที่หาอ่านได้ตามอินเตอร์เน็ต บางบุคคลเค้าโครงใหญ่กระดูกใหญ่อ้วนง่าย แต่ว่าพวกเราต่างก็รู้จักเลือกรับประทาน อย่าง มื้อยามเช้ารับประทานจำนวนไม่ใช่น้อยจัดหนักๆได้ มื้อกลางวันก็ยังรับประทานมากมายได้อยู่ มื้อเย็นรับประทานให้น้อยรับประทานราวกับยาจกนะล่ะ ย้ำผักจำนวนมากหน่อย รวมทั้งภายหลังจากทานข้าวไม่รับประทานอะไรกระจุกกระจิกอีก กินน้ำไม่จำนวนไม่ใช่น้อยทดลองทำมองกล้วยๆเท่านี้เพียงแค่เดือนสองเดือนยืนยันผอมบางลงแน่ๆ

หรือจะเอาอีก 1 แนวทางเป็น นับแคลลอรี่ตั้งแต่มื้อแรกที่รับประทานจวบจนกระทั่งมื้อในที่สุดของวัน ว่าข้าวแต่ละทัพพีเป็นกี่แคลลอรี่อาหารแต่ละจานที่พวกเรารับประทานไปมันกี่แคลลอรี่กันแน่ บวกเลยพากเพียรไม่ให้เกิน แล้วก็ตอนค่ำๆมานะบริหารร่างกายให้นานที่สุดออกให้สูงที่สุด ระหว่างวันพากเพียรเดินให้มากที่สุด อย่านั่งอยู่กับโต๊ะทำงานนานๆ

ราชทูตประเทศเกาหลีใต้ขอไทยปลดรายนามพ้นประเทศเขตโรคติดต่ออันตราย

เอกอัครราชทูตประเทศเกาหลีใต้ ขอไทยปลดรายนามออกมาจากประเทศเขตโรคติดต่ออันตราย ด้วยเหตุว่าสองประเทศควบคุมวัววิด-19 ได้ ย้ำควรมีการเดินทางติดต่อเพื่อเศรษฐกิจฟื้น

วันนี้ (14เดือนพฤษภาคม63) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้มีการปรึกษาหารือและขอคำแนะนำ กับนายนายลี อุก-ฮ็อน (Mr. Lee Wook-heon) เอกอัครราชทูตประเทศเกาหลีใต้ประจำเมืองไทย พร้อมเผยออกมาว่า ทางประเทศเกาหลีใต้ได้ปรึกษาหารือถึงขั้นตอนการลดหย่อนให้นักธุรกิจ รวมทั้งภาคเอกชนของประเทศเกาหลีใต้ เดินทางมาพูดจาธุรกิจในไทยได้ซึ่งจพควรจะมีการขอคำแนะนำกับกระทรวงการต่างประเทศ ถึงความเป็นไปได้ สำหรับการเดินทางเข้ามา ซึ่งควรจะเป็นไปตามมาตรฐานของสาธารณสุข รวมทั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.) จะเป็นคนพิจารณา

ด้านนายกอบศักดา ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯข้างการบ้านการเมือง เผยออกมาว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้ขอให้ไทยผ่อนผันการเดินทางให้กับนักธุรกิจรวมทั้งภาคเอกชน เข้าประเทศ ราวที่ประเทศเกาหลีใต้ ลดหย่อนให้ จีน ฮังการี แล้วก็ เวียดนาม โดยมีการตรวจสุขภาพ กักบริเวณตรวจทานอาการถึง 2 ครั้ง ก่อนจะให้เดินทางประเทศ ซึ่งการกักอาจไม่ถึง 14 วัน ทั้งยังเหตุการณ์วัววิด ในไทย รวมทั้งประเทศเกาหลีใต้ เริ่มที่บรรเทาบ้าง เนื่องจากแต่ละประเทศเจอปัญหาวัววิด-19 แม้กระนั้นปัญหาใหญ่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ที่จะจะต้องขับเพื่อมีการเดินทาง ค้าขาย แล้วก็ลงทุน

ยิ่งกว่านั้นยังขอให้ไทยปลดรายนามประเทศเกาหลีใต้ออกมาจากประเทศเขตโรคติดต่ออันตราย ในเวลาเดียวกันนี้ ยังประเทศอื่นที่พอใจแล้วก็ติดต่อขอให้ไทยผ่อนผันการเดินทางเข้าประเทศ เป็นต้นว่า ประเทศฮ่องกง ที่มีความน่าจะเป็นเนื่องจากว่าคุมสถานการณ์วัววิดได้บ่างแล้ว เหมือนกันกับประเทศ ที่บริหารจัดแจงวัววิด-19 ก้าวหน้า จนกระทั่งมีหลายประเทศติดต่อเข้ามา ส่วนธุรกิจภาคท่องเที่ยวยังไม่สามารถเปิดได้ ซึ่งประเด็นนี้จำต้องใช้เวลารวมทั้งปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ