พท.โวยห้ามส.ส.ฝ่ายค้านพ่นยาฆ่าโควิด แต่ซีกรัฐบาลทำโจ๋งครึ่ม

“เพื่อไทย”โวย สธ.-กทม. ตอบให้ชัดฉีดพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19ให้ชาวบ้านได้หรือไม่ จวกห้ามส.ส.ฝ่ายค้าน แต่กลับปล่อยส.ส.รัฐบาลทำได้

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19ในกรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดต่างพยายามช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกรูปแบบ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร มีประกาศห้ามฉีดละอองพ่นยาป้องกันเชื้อโควิด เนื่องจากเกรงว่าน้ำยาไม่ได้มาตรฐาน และจะทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย อาจเป็นอันตรายต่อชุมชนหมู่บ้านได้ ซึ่งได้แจ้งให้งดการฉีดพ่นละอองตามชุมชนต่างๆ แล้ว ทั้งนี้ อยากให้กรุงเทพมหานครตอบให้ชัดว่า ตกลงแล้วอาสาสมัครทุกภาคส่วนจะสามารถพ่นละอองฆ่าเชื้อโควิดได้หรือไม่ และการพ่นดังกล่าวตามคำแจ้งเตือนจะส่งผลให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายหรือไม่ ถ้าใช่ต้องออกประกาศห้ามให้ชัดเจนทั้งหมู่บ้าน ชุมชน หรือที่สาธารณะ ต้องอธิบายให้ชัด อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนจะทำหนังสือสอบถามไปยังรมว.สาธารณสุขและผู้ว่าฯ กทม.ว่า สรุปแล้วฉีดได้หรือไม่ จะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไป เนื่องจากขณะนี้มีนักการเมืองซีกรัฐบาลหลายพื้นที่ออกพ่นยาฆ่าเชื้อโควิด แต่พอซีกฝ่ายค้านทำกลับต้องขออนุญาต

นาทีล่าจับตัว นช.แสบ เผยขาใหญ่เรียกประชุม ลงมติ “แหกคุกบุรีรัมย์”

ล่าไม่ลดละ นช.หนึ่งเดียวที่หนีไป

ปฏิบัติการตามจับนักโทษแหกคุกบุรีรัมย์ เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 31 มี.ค.63 เจ้าหน้าที่นำโดย พ.ต.อ.อัษฎไนย ป้องกัน ผกก.สภ.คูเมือง จ.บุรีรีมย์ พ.ต.ท.มานิตย์ สร้อยจิตร รอง ผกก.ป.ฯหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ร.ต.อ.สุวัฒน์ นามมงคล สว.กก.สส.1 บก.สส.ภ.3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ ,สภ.คูเมือง ,สภ.เมืองบุรีรัมย์, กก.สส.1 บก.สส.ภ.3 ,กก.สส.ภ.จว.บุรีรัมย์ และฝ่ายปกครอง อ.คูเมือง สนธิกำลังร่วมกันติดตามไล่ล่าจับกุม นักโทษชาย ธัณยพงศ์ สินพูน ซึ่งเป็น 1 ในจำนวนผู้ต้องขังที่ร่วมกันก่อเหตุจลาจล เผาเรือนจำ และหลบหนีออกจากเรือนจำ เมื่อช่วงสายของวันที่ 29 มี.ค.63

หนีกล้บบ้านที่ “คูเมือง”

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัวนักโทษชายที่ร่วมกันก่อเหตุ และหลบหนีออกจากเรือนจำได้ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียง นักโทษชาย ธันยะพงศ์ สินพูน อายุ 26 ปี ชาวบ้านโนนเมือง ต.พรสำราญ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนติดตามเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งช่วงสายของวันที่ 30 มี.ค.63 ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ที่ยังหลบหนีการจับกุมไปได้ มาอยู่แถวบริเวณป่าใกล้กับลำคลองคูเมืองโบราณของหมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนักโทษชาย ธันยะพงศ์ ชุดจับกุมจึงได้จัดกำลังปูพรมค้นหา กระทั่งพบรถจักรยานยนต์ และเสื้อผ้าที่ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ขโมยมาจากหอพักใกล้กับเรือนจำบุรีรัมย์ ขณะหลบหนีถอดทิ้งไว้

มีคนแจ้ง พบ “ชายหนุ่มถอดเสื้อสักยันต์”
ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังดักรอบหมู่บ้านโนนเมือง และหมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงจัดชุดเดินเท้าสำรวจตามหมู่บ้าน ป่า ทุ่งนา และไร่อ้อยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.วันที่ 31 มี.ค.63 ชุดจับกุมสืบทราบว่าได้พบบุคคลต้องสงสัยคล้ายกับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ในสภาพไม่สวมเสื้อ ลายสักเต็มตัว นุ่งกางเกงขาสั้น ได้เดินเท้ามาอยู่ในละแวกบ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ซึ่งอยู่ติดถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง และอยู่ห่างจากจุดที่ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ จอดรถจักรยานยนต์ ถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ประมาณ 3 กิโลเมตร ชุดจับกุมจึงได้ปูพรมค้นหาอย่างไม่ลดละท่ามกลางความมืด

จับง่ายเกินคาด คุมตัวได้โดยละม่อม

กระทั่งพบตัว นักโทษชาย ธันยะพงศ์ แอบซุกซ่อนตัวอยู่ข้างพุ่มไม้ข้างถนนสายบุรีรัมย์-พุทไธสง ช่วงบ้านผักกาดหญ้า ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ในสภาพอิดโรย จึงเข้าทำการควบคุมตัวได้โดยโยละม่อมก่อนนำตัวมาทำการสอบสวน และควบคุมตัวไว้ที่ห้องขังของ สภ.คูเมือง เพื่อเตรียมนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ต่อไป

เผยนาทีแหกคุก ตัดลูกกรงห้องเยี่ยมญาติ

สอบสวน นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ให้การยอมรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุตนเองพร้อมกลุ่มนักโทษ ได้ทำการทุบกำแพงพร้อมตัดกรงเหล็ก ออกมาจากบริเวณช่องทางเยี่ยมญาติของเรือนจำบุรีรัมย์ แล้วพากันวิ่งหลบหนีข้างกำแพงเรือนจำ วิ่งอ้อมไปทางด้านหลังเรือนจำ พอไปถึงโรงแรมหรือหอพักได้พากันเข้าไปขโมยเสื้อผ้า และรถจักรยานยนต์ขับหลบหนี โดยได้แยกย้ายกันหลบหนี

วิ่งตกบ่อระเบิดหิน เลยซ่อนตัวถึงเที่ยงคืน

ระหว่างนั้นได้วิ่งตกลงไปในบ่อระเบิดหิน และได้หลบซ่อนตัวอยู่ในระเบิดหิน กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนจึงได้ปีนขึ้นมาจากบ่อระเบิดหิน แล้วไปเอารถจักรยานยนต์ที่จอดทิ้งไว้บริเวณหอพักของน้องสาว ที่หมู่บ้านโคกเขา ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ ที่ตนได้ฝากไว้ก่อนถูกจับกุม แล้วขับหลบหนีมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยได้ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า กระทั่งช่วงสายทราบว่าได้มีตำรวจมาติดตามจับกุมตัว จึงได้จอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ และถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ ก่อนจะเดินหลบหนีและซุกซ่อนตัวอยู่ตามป่า และทุ่งนาเรื่อยมา จนถึงหมู่บ้านผักกาดหญ้า และมาถูกจับกุมตัวได้

เผยขาใหญ่เรียกประชุม ลงมติแหกคุก

นักโทษชาย ธันยะพงศ์ บอกด้วยว่าเหตุการณ์จลาจลครั้งนี้ ตนทราบเพียงว่าก่อนหน้านี้ได้มีขาใหญ่ในเรือนจำ ได้เรียกตัวพ่อบ้านของแต่ละบ้าน คือขาใหญ่ของนักโทษแต่ละอำเภอ ไปพูดพูดคุยกันว่าจะทำการแหกคุกในวันที่ 29 มี.ค.63 โดยในระหว่างที่ตนกำลังนั่งกินข้าวต้มอยู่ ได้เห็นเพื่อนนักโทษลุกฮือก่อเหตุจลาจล ตนจึงได้ไปร่วมกับเพื่อนนักโทษช่วยกันทุบทำลายกำแพงประตู และตัดกรงเหล็กแล้วทำการหลบหนี

เพิ่งพ้นโทษ-ถูกจับอีกพร้อมแฟน ทำร้าย ตร.เจ็บ 3 นาย

สำหรับ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ จับกุมตัวได้พร้อมกับแฟนสาว ที่หมู่บ้านโคกเพชร ต.พรสำราญ อ.คูเมือง ได้พร้อมของกลางยาบ้า 1,000 กว่าเม็ด ยาไอซ์จำนวนหนึ่ง อาวุธปืนพกสั้นขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนอีกกว่า 100 นัด โดยขณะทำการจับกุม นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ได้ทำการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ชป.ปส.ภ.จว.บุรีรัมย์ ได้รับบาดเจ็บถึง 3 นาย นอกจากนี้ นักโทษชาย ธันยะพงศ์ ยังเคยต้องโทษในคดียาเสพติดมาแล้ว และเพิ่งพ้นโทษมาได้เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกจับกุมอีกครั้ง.

สมศักดิ์ ชี้ ต้นเหตุเผาเรือนจำบุรีรัมย์ นักโทษใหม่ปลุกปั่น กลัวโควิด-19

วันที่ 29 มี.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ถึงความคืบหน้ากรณีนักโทษเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ก่อเหตุจลาจล และหลบหนีออกนอกเรือนจำ ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยง เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และให้ผู้ต้องขังที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นเรือนนอน แต่ช่วงเวลา 15.00 น. ก็เกิดเหตุพลิกผัน เนื่องจากมีกลุ่มผู้ต้องขังจุดไฟเผาเรือนนอนจำนวน 3 เรือนนอน จนเกิดควัน และไปส่งผลกระทบกับนักโทษคนอื่นที่อยู่ตามกรอบ ทำให้สำลักควัน จนต้องนำผู้ต้องขังออกมาใหม่ทั้งหมด แต่ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็ได้จัดการย้ายนักโทษหญิงทั้งหมดไปยังเรือนจำอื่นแล้ว

นายสมศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ คือ โรงอาหาร ห้องทนาย ห้องบัญชี ห้องเยี่ยมญาติ และห้องผู้ต้องขังใหม่ ซึ่งถูกเผาทั้งหมด โดยเรือนจำบุรีรัมย์มีพื้นที่ 9 ไร่ มีแดนเดียว พร้อมย้ำว่า ผู้ต้องขังที่มีปัญหา มีประมาณ 100 คน ซึ่งยอมรับว่านักโทษส่วนใหญ่กลัวเรื่องโควิด-19 แต่สิ่งที่นักโทษกลัว ตนก็พยายามทำประชาสัมพันธ์ไปทุกเรือนจำให้รับรู้ข้อมูลโควิด-19 แต่ก็ยังเกิดความกลัว ประกอบกับมีผู้ต้องขังใหม่คนหนึ่งที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยคนนี้เข้าไปก็ปลุกปั่นให้เกิดเหตุ

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า เหตุการณ์ล่าสุดขณะนี้เจ้าหน้าที่ออกจากเรือนจำมาอยู่ด้านนอกทั้งหมดแล้ว และเกิดการต่อรอง โดยผู้ต้องขังด้านในก็กดดันกันเป็นกลุ่มๆ ซึ่งเหตุการณ์กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ส่วนตัวเลขผู้ต้องขังที่สามารถหลบหนีไปได้นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจเช็กได้ เพราะผู้ต้องขังมีจำนวนมาก และยังเกิดความวุ่นวายอยู่ แต่ก็ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าสามารถจับกลับมาได้แล้วจำนวน 7 คน

เมื่อถามว่า กลุ่มนักโทษที่แหกคุกไปอ้างว่าเพราะกลัวโควิด นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเหตุที่อ้างได้ เพราะขณะนี้เราไม่อนุญาตให้เยี่ยม นอกจากเยี่ยมทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ส่วนเยี่ยมใกล้ชิด และมาเห็นหน้ากันผ่านห้องกระจกนั้นเราไม่อนุญาต เพราะกลัวจะติดโควิด-19 ซึ่งหากติดโควิดก็จะวุ่นวาย แต่ตนขอยืนยันว่าเรือนจำบุรีรัมย์ไม่มีนักโทษติดโควิด โดยเป็นข้ออ้างของนักโทษที่ถือโอกาสสร้างสถานการณ์

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีนักโทษ หรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ พร้อมเปิดเผยว่า ติดต่อสารกันได้ยากในขณะนี้ ระหว่างตนกับเจ้าหน้าที่ที่บุรีรัมย์ เพราะเหตุการณ์ยังวุ่นวายอยู่.

นายสิบมางานบวชที่หล่มสัก กลับไปโพสต์ขอโทษเพื่อน “ผมติดโควิด-19”

วันที่ 29 มี.ค. นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเป็นทหารชั้นประทวนได้โพสต์ข้อความในวันนี้ ระบุว่า

“ทุกคนที่ใกล้ชิดตัวผมที่ผ่านมาให้กักตัวดูอาการนะครับ หมอโทรมาแจ้งว่าผลผมเป็นบวก ต้องขออภัยที่ทำให้เสี่ยงนะครับ” พร้อมกับติดแฮชแท็ก โควิด-19

กรณีนี้ได้สั่งการให้สอบสวนโรคและให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก ลงพื้นที่เพื่อคัดกรองผู้ที่สัมผัสและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อให้กักตัวดูอาการอยู่บ้าน 14 วัน จากการตรวจสอบไทม์ไลน์พบว่า ผู้ป่วยรายนี้เดินทางมาร่วมงานบวชที่ อ.หล่มสัก ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค.63 ซึ่งงานบวชจัดขึ้นวันที่ 14 มี.ค. ที่วัดศรีภูมิ หมู่ 3 ตำบลบ้านติ้ว อ.หล่มสัก พบว่ามีผู้ใกล้ชิด และสัมผัสกับผู้ป่วยรายนี้เป็นจำนวนมาก

“เริ่มจาก เดินทางด้วยรถประจำทางของบริษัทเพชรประเสริฐ จากกรุงเทพฯ-หล่มสัก เวลา 14.00 น. และเดินทางกลับจากหล่มสักด้วยรถบริษัทเดิม วันที่ 15 มี.ค. เวลา 19.30 น. หลังอยู่กรุงเทพฯ ได้เกิดมีอาการป่วยและเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนทราบผลว่าเป็นบวก คือติดไวรัสโควิด-19 ซึ่งพบว่าน่าจะติดจากนายทหารที่ไปสนามมวย จุดกระจายเชื้อจุดแรกที่ระบาดไปทั่วประเทศ จึงขอให้ผู้ที่ร่วมเดินทางหรือไปงานตามสถานที่และวันเวลาดังกล่าว เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองจนถึงวันที่ 4 เมษายน 2563 หากมีอาการป่วยให้ไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อำเภอหล่มสัก โทร. 06-4596-2279”.

ลำพูน เจอผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 เป็นชาย 2 ราย กลับจากต่างประเทศ-สถานบันเทิง

วันที่ 29 มี.ค. ที่ ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน แถลงการณ์ สถานการณ์ โควิด-19 จ.ลำพูน ความว่า จ.ลำพูน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายแรก เป็นชาย อายุ 39 ปี เดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. และเริ่มกักตัวตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. ขณะนี้ อาการไม่หนัก ส่วนคนในครอบครัว ได้เข้าสู่ระบบโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้เจ้าตัวมี ผู้สัมผัสอื่นๆ น้อยมาก แต่การสอบสวนโรค ยังต้องทำต่อไปเพื่อความมั่นใจ

รายที่สอง เป็นชาย อายุ 30 ปี เดินทางกลับจาก สถานบันเทิงต่างจังหวัด มีประวัติสัมผัสจากกลุ่มผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ ในวันที่ 17 มี.ค.63 ที่ผ่านมา กลับมาอยู่บ้าน กักตัวแบบไม่เป็นทางการ ขณะนี้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดของผู้ติดเชื้อรายนี้ ได้นำเข้าระบบสู่โรงพยาบาลแล้ว

สำหรับ ผู้ป่วย 2 ราย ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 27 มี.ค.63 และผลการตรวจอออกวันนี้ พร้อมกันทั้ง 2 ราย ทั้งนี้ ทั้งได้ทำการสอบสวนโรค สามารถสืบตามหากลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดสูงได้ครบ และ บุคลากรทางการแพทย์ ได้ป้องกันตนเองอย่างดีเยี่ยม ระหว่างนี้ขอให้ กลุ่มเสี่ยง ได้กักตัว ดูแลตัวเอง และหากมีไข้ ให้ไปที่ รพ.ลำพูน โดยโทร 1669

อย.เตือนภัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอมปนเปื้อนยาอันตราย เสี่ยงถึงชีวิต

นายแพทย์พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (HPVC) ได้รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุขบรูไนถึงการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3 รายการ ได้แก่ 1. Li Da Daidaihua Weight Loss Capsule ตรวจพบอะเซตามีโนเฟน และไซบูทรามีน 2. Grow XL Capsule ตรวจพบซิลเดนาฟิล และ 3. Swiss Candy ตรวจพบทาดาลาฟิล ซึ่งเป็นยาอันตราย ทั้งนี้จากการสืบค้นข้อมูลรายงานในระบบแจ้งเตือนภัยพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3 รายการดังกล่าว ไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. และพบผลิตภัณฑ์ Li Da Daidaihua Weight Loss Capsule โฆษณาขายผ่านสื่อออนไลน์ โดยอ้างสรรพคุณในการลดน้ำหนัก จึงขอย้ำเตือนไปยังผู้บริโภคให้พึงระวัง!! อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทาน เสี่ยงไม่ผอมแถมได้โรค เพราะยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารและกระตุ้นประสาทส่วนกลาง ซึ่งในตอนแรกเมื่อรับประทานไปแล้วน้ำหนักจะลด แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอ้างลดความอ้วน อย. มักจะตรวจพบว่ามีการลักลอบใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นอันตรายและมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งไซบูทรามีนถือเป็นยาที่ยกเลิกทะเบียนตำรับไปแล้ว ตั้งแต่ ปี 2553 โดยไม่สามารถใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเป็นยาได้ นอกจากนี้ อย. ยังได้ยกระดับไซบูทรามีนขึ้นเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 1 ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีนจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท จึงขอเตือนมายังผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนกรณีของยาทาดาลาฟิลจัดเป็นยาควบคุมพิเศษกลุ่มเดียวกับซิลเดนาฟิล ออกฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือดมีข้อควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับและไต ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ โรคหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บหน้าอกแบบไม่คงที่

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ย้ำเตือนนักท่องเที่ยว นักช็อปออนไลน์ อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทานโดยเด็ดขาด เพราะมีสารที่เป็นอันตราย เสี่ยงสูญเงินฟรีเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าตามกฎหมาย รวมถึงผู้ประกอบการนำเข้าขอให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศได้ที่เว็บไซต์ HPVC http://thaihpvc.fda.moph.go.th/thaihvc/Public/Webpage/main.jsp หัวข้อ สรุปข่าวความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สหรัฐป่วยโควิดทะลุ1.2แสน-อิตาลีตาย10,023สเปน5,982

เว็บไซต์ worldometers ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมสถานการณ์โรคโควิด -19 แบบเรียลไทม์ เผยแพร่ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2563 ระบุว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว จำนวน 663,037 คน เสียชีวิต 30,851 คน รักษาหาย 141,953 คน

สำหรับประเทศที่มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับ จากทั้งหมด 196 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ประกอบด้วย
ประเทศสหรัฐอเมริกา 123,498 ราย เพิ่มขึ้น 19,372 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,211 ราย เพิ่มขึ้น 515 ราย รักษาหาย 3,231 ราย
ประเทศอิตาลี 92,472 ราย เพิ่มขึ้น 5,974 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 10,023 ราย เพิ่มขึ้น 889 ราย รักษาหาย 12,384 ราย
ประเทศจีน 81,439 ราย เพิ่มขึ้น 45 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 3,300 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย รักษาหาย 75,448 ราย
ประเทศสเปน 73,235 ราย เพิ่มขึ้น 7,516 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 5,982 ราย เพิ่มขึ้น 844 ราย รักษาหาย 12,285
ประเทศเยอรมนี 57,695 ราย เพิ่มขึ้น 6,824 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 433 ราย เพิ่มขึ้น 82 ราย รักษาหาย 8,481 ราย
ประเทศฝรั่งเศส 37,575 ราย เพิ่มขึ้น 4,611 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,314 ราย เพิ่มขึ้น 319 ราย รักษาหาย 5,700 ราย
ประเทศอิหร่าน 35,408 ราย เพิ่มขึ้น 3,076 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 2,517 ราย เพิ่มขึ้น 139 ราย รักษาหาย 11,679 ราย
ประเทศสหราชอาณาจักร 17,089 ราย เพิ่มขึ้น 2,546 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 1,019 ราย เพิ่มขึ้น 260 ราย รักษาหาย 135 ราย
ประเทศสวิตซ์เซอร์แลนด์ 14,076 ราย เพิ่มขึ้น 1,148 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 264 ราย เพิ่มขึ้น 33 ราย รักษาหาย 1,530 ราย
ประเทศเนเธอร์แลนด์ 9,762 ราย เพิ่มขึ้น 1,159 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 639 ราย เพิ่มขึ้น 93 ราย รักษาหาย 3 ราย
ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทย ปัจจุบัน อยู่ที่อันดับ 34 ของโลก พบผู้ติดเชื้อ 1,245 ราย เพิ่มขึ้น 109 ราย มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และรักษาหายกลับบ้านแล้ว 97 ราย

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว จะพบว่ายอดผู้เสียชีวิต ในประเทศอิตาลี มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สูงถึง 10,023 รายแล้ว ขณะที่ ยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นสูงถ

อิตาลีตายทะลุหมื่น โควิดคร่ายุโรปเกิน 20,000 ชีวิตแล้ว สาหัสมาก

อิตาลีตายทะลุหมื่น – เอพี รายงานสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ประเทศอิตาลี ว่ายอดผู้เสียชีวิตรวมเกิน 10,000 รายแล้ว หลังจากวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. มียอดผู้เสียชีวิตรายใหม่สูงถึง 889 ราย ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่เสียชีวิตสูงถึง 919 ราย

Workers wearing protective outfits sanitize a neighborhood to contain the spread of Covid-19 virus, in Rome, Saturday, March 28, 2020. (Mauro Scrobogna/LaPresse via AP)

อิตาลีถูกโควิด-19 คร่าชีวิตสูงสุดในโลก และทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในยุโรปผ่านหลัก 20,000 รายไปเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. ขณะที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 5,974 คน รวมยอดสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มเป็น 92,472 คน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สาหัสมาก สวนทางกับจีน ที่เริ่มค่อยๆ เปิดเมืองอู่ฮั่น อดีตศูนย์กลางการระบาด ให้คนนอกเข้าไปได้แล้ว

Coffins arriving from the Bergamo area. (Claudio Furlan/LaPresse via AP)

อย่างไรก็ตาม สำหรับสเปน นายเฟร์นันโด ซีมอน เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉิน แจ้งว่า เริ่มเห็นสัญญาณการระบาดของเชื้อใกล้จะเข้าถึงจุดพีก หรือการระบาดแตะสูงสุดแล้ว เพราะอัตราการติดเชื้อเริ่มทรงตัวทีละน้อย

หญิงไทยเสียชีวิตรายที่ 6 ป่วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ตรวจพบปอดอักเสบรุนแรง

นายแพทย์อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และ นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันแถลงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยประจำวันที่ 28 มี.ค. 2563 โดยพบผู้ป่วยติดเชื้อ 109 ราย เสียชีวิต 1 ราย (เป็นรายที่ 6) อาการหนัก 17 ราย ยอดรวมสะสม 1,245 ราย โดยผู้ป่วยวันนี้จำแนกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก 39 ราย แบ่งเป็น ผู้มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ คือจากสนามมวย 10 ราย เป็นผู้อยู่ใน กทม. ทั้งหมด และจากสถานบันเทิง 8 ราย จากพื้นที่ กทม. และศรีสะเกษ ผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 21 ราย
กลุ่มสอง ผู้ป่วยรายใหม่ 17 ราย เดินทางจากต่างประเทศ เป็นคนไทย 6 ราย กลับมาจากสหรัฐอเมริกา, อินเดีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และญี่ปุ่น ส่วนต่างชาติ 2 ราย ยูเครนและโปรตุเกส ส่วนผู้ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 7 ราย ประกอบด้วยอาชีพนวดสปา ขายบริการ พนักงานต้อนรับในโรงแรม ร้านอาหาร เชฟ รวมถึงเจ้าของร้านขายเครื่องประดับ บุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย รวมบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 11 ราย
กลุ่มสาม จำนวน 53 ราย ผลห้องปฏิบัติการพบเชื้อโควิด-19 อยู่รอสอบสวนโรคและประวัติว่าเชื่อมโยงกับใคร ติดเชื้อได้อย่างไร โดยทั้ง 53 ราย กระจายอยู่ในจังหวัดเชียงราย นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร มุกดาหาร ภูเก็ต ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และ กทม.
ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาการหนัก 17 ราย ในจำนวนนี้ 5 ราย รักษาในโรงพยาบาลต่างจังหวัด โดยผู้ป่วยครึ่งหนึ่งอายุเกิน 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ในจำนวนนี้มี 1 ราย ใช่เครื่องเอคโม หรือเครื่องที่ช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ส่วนผู้เสียชีวิตก่อนหน้านี้ก็มีอายุเกิน 70 ปี 2 ราย

ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายที่ 6 เป็นผู้หญิงชาว กทม. อายุ 55 ปี เป็นผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ไขมันในเลือดสูง เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลวันที่ 23 มี.ค. 2563 ด้วยอาการหอบเหนื่อย ตรวจพบปอดอักเสบรุนแรง ต่อมาใช้เครื่องช่วยหายใจ กระทั่งเสียชีวิตช่วงบ่ายวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา.

‘ซุปเปอร์ริชสีเขียว’แจ้งปิดฆ่าเชื้อทุกสาขา 2 วัน เปิดให้แลกเงินอีกครั้งวันที่ 30 มี.ค.นี้

รายงานข่าวจากบริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ซุปเปอร์ริช สีเขียว เปิดเผยว่า หลังจากได้รับการยืนยันผลการตรวจสอบการติดเชื้อไวรัส COVID-19  จากลูกค้ารายหนึ่ง ที่ได้เข้ามาใช้บริการที่ซุปเปอร์ริช สีเขียว สาขา สำนักงานใหญ่ ราชดำริ 1 จำนวน 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 14.11 – 14.40 น. วันที่ 24 มีนาคม 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น. และวันที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 09.34 – 9.40 น. ทันทีที่ทราบข่าวในวันที่ 27 มีนาคม 2563 ทางบริษัทฯ ได้ให้ผู้บริหารและพนักงานที่ปฏิบัติงานในวันและเวลาดังกล่าวทั้งหมดกลับบ้านกักตัวเอง เพื่อเฝ้าระวังอาการและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเป็นเวลา 14 วัน

ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการปิดพื้นที่ในทันที เพื่อทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในโรงพยาบาลและมาตรการสาธารณสุข โดยบริษัทฯ จะปิดทำการซุปเปอร์ริช สีเขียว ทุกสาขา ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม และ อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 และจัดการทำความสะอาดทุกพื้นที่ พร้อมพ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออีกครั้ง ก่อนจะเปิดให้บริการตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2563

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้าและพนักงานอย่างเต็มความสามารถ บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านอีกครั้งหลังจากที่สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 254 4444 หรือ facebook.com/superrichth… อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/economic/765585