ขอบคุณวันเก่าที่เรา(จะไม่)ลืม

นามปากกา รินบุญญา
ตีพิมพ์ สิงหาคม 2540 THE BOY
หล่อนเห็นเขาจากจอโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เปล่าหรอก ….เขาไม่ใช่นักร้อง ไม่ใช่นักแสดง ไม่แม้แต่จะเป็นนายแบบสมัครเล่น แต่เขาเป็นลูกชายนักธุรกิจชื่อดังที่กำลัง “ฟุ้ง” อยู่กับกระแสการเมืองยามนี้

ถ้าหล่อนจะชื่นชมเขาอยู่บ้างนั้น… ก็คงไม่ใช่เพราะว่าหน้าตา “ม่อกๆดำๆ” ของเขาแน่ ยังเสื้อผ้าสุดเซอร์ของเขาอีก แต่……(เอานิ้วเคาะขมับเบาๆ) ตรงนี้ ตรงที่ความคิดเขานี่ไง

แม้ไม่อาจถ่ายทอดความคิดของเขาทุกถ้อยคำ แต่คงจะเป็นความประทับใจโดยรวมๆมากกว่า ท่าทาง นิ่งๆดูใจเย็น สันโดษพิลึก

นอกจากการหลงใหลในรูปลักษณ์ชั่วครู่ชั่วยามแล้ว คนอย่างหล่อน “อิสรียา” คนนี้ ไม่เคยชื่นชม นับถือผู้ชายคนใดได้สนิทใจเลย

คงเพราะทิฐิละกระมังที่ทำให้มองผู้ชายที่เข้ามาอย่างไม่ให้เกียรติ ถือตัวว่าสูงส่งกว่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่า หากหล่อนไปรักใคร–ก็จะสิ้นศักดิ์ศรีเสียอย่างนั้น

หรือจะให้บอกตัวเองว่า ..รวยก็ไม่เท่าไหร่ งานการก็ยังไม่ใหญ่โต ไม่ได้สวยจนผู้ชายต้องสยบแทบเท้า ยังทำหยิ่งอยู่บนคานอยู่ได้อย่างไร …คงรู้ตัวว่าทำไม่ได้ เพราะอย่างนี้ –กี่คนผ่านมาแล้ว หล่อนก็ปล่อยให้ผ่านไปอย่างไม่อินังขังขอบ.. ไม่มีอาการอกหัก อกเดาะกับใครเขา เพราะที่แท้แล้วหล่อนไม่เคย “รัก” ใครเลย

“แกมันเจ้าอารมณ์ หน้าไหนมันจะมามัวทนว้า” ประโยคนี้วาตีเพื่อนซี้เคยว่าไว้

เลยต้องแอบถอนใจให้กับอนาคตสาวแก่ของตัวเองอีกเฮือก ก่อนจะสาวเท้าออกจากลิฟท์เพื่อเข้าบริษัทโฆษณาที่หล่อนเป็นคนเขียน คำโฆษณาน้องใหม่

ตำแหน่งอะไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะบางครั้งบางคราวเมื่องานเร่งทั่วหน้า หล่อนก็กลายสภาพเป็นเออี เป็นรีเซพชั่นได้ทันใจ

มีงานตัวใหม่เข้าบริษัทอีกเช้านี้ หล่อนคงไม่ตื่นเต้นนักหรอก ถ้างบไม่สูงจนน่าตกใจขนาดนี้ ก็โฆษณา เบนซ์นี่นะ จะฟอร์มกระจอกได้อย่างไร หล่อนไม่ได้นึกขวางหรอก จะขวางไปทำไม ในเมื่อมีงบฯสูง กำไรของบริษัทก็ตามมามากเห็นๆ นั่นก็ชี้ถึงโบนัสงามๆของพนักงานอย่างหล่อนด้วยนี่นา

หล่อนเข้าห้องประชุมอันเป็นวาระประจำวันตั้งแต่สี่โมงเช้าจนถึงห้าโมง หรือเที่ยงตรง การตกลงในเรื่อง พรีเซนเตอร์ยังไม่สรุปผลออกมา บ้างก็ว่าจะใช้นักร้องขวัญใจตลอดกาลที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยสดๆร้อนๆ บ้างก็เสนอชื่อของดาราหนัง ดาราละครที่กำลังโด่งดังมากมายหลายคน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรผลักดันให้หล่อนหลุดปากเสนอชื่อเขาออกไปหน้าตาเฉย

ที่ประชุมเลยอึ้งไปนิดหนึ่ง นิดนึงจริงๆ แต่แล้วพอนึกหน้ากันออก ก็เริ่มมีคนชอบใจตามหล่อนไปด้วย ก็แหม….ถ้าเขาแต่งตัวสะอาดตากว่านี้หน่อย จะสมาร์ตเสียจนดาราหลายคนชิดซ้ายเลยทีเดียว

คืนนั้นหล่อนเลยอารมณ์ดีกลับมาบ้าน นอนเขลงดูโทรทัศน์รายการดึกสบายใจ นึกถึงว่าถ้าหากเขายอม มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้จริงๆ โอ๊ย…แค่คิดก็ปลื้มจะแย่

หล่อนแทบจะโดดผึงขึ้นจากเตียงเมื่อพบว่ารายการที่กำลังดูอยู่นั้นมีแขกรับเชิญซึ่งคือคุณพ่อของเขา นั่นเอง คงต้องรอตอนท้ายๆของรายการ บางทีเขาคงออกมาร่วมพูดคุยกับพิธีกรด้วยละมัง…… แต่ช่วงนี้บทสัมภาษณ์ได้กล่าวถึงชีวิตครอบครัว อีกทั้งยังมีการนำเอารูปภาพในวัยเด็กจนกระทั่งวันรับปริญญาที่อังกฤษของเขามาให้ได้ชมด้วย แค่นี้ก็เพิ่มคะแนนในใจหล่อนไปอีกโขแล้วล่ะ นี่สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายที่กำลังชมรายการนี้อยู่เหมือนกันกับหล่อน จะมีใครสักคนเป็นอย่างหล่อนไหมนะ

เมื่อรายการดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พิธีกรก็ได้เชิญเขาออกมาจริงสมใจหล่อน ยังเซอร์ๆผมยาวๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีหนวดเครารุงรังรอบกรอบคางเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว ที่ไม่อยากหรือกล้าคิดเข้าข้างนักก็คือ –หล่อนว่าเขาดูหล่อขึ้นน่ะซี

….เจ้าความชื่นชมนี่มันช่างทำให้คนเราตามัวได้จริงๆนะ เพราะหากถามคนอื่นๆแล้วละก็ รับรองได้เลย กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”กับคำตอบที่ว่า… “เฮ้ย แบบนี้น่ะ ธรรมดามากกกกกก…”

เถอะน่า…..ก็หล่อนชอบใจเขานี่นา ลองได้ประทับจิตติดใจเข้าขนาดนี้แล้ว ถึงเขาจะหล่อน้อยกว่านี้ สักกี่เท่าก็ช่างปะไร แต่ว่าเลิกฝันเสียตอนนี้จะดีกว่ามั้งเรา เพราะสภาพหล่อนตอนนี้ไม่ได้มีช่องทางใดเลยที่จะไปทำความรู้จักกับเขาได้ แต่ว่าจะได้เห็นตัวจริงสักครั้งหรือไม่ ก็ยังต้องรอลุ้นผลของที่ประชุมว่าจะเลือกเขาเป็นพรีเซนเตอร์ไหม แล้วบางทีเขาเองอาจไม่ยอมมาเป็นให้ก็ได้ แต่ต่อให้ได้เจอกันแล้ว จะเป็นอย่างไรเล่า ก็แค่ร่วมงานกันเพียงไม่กี่วัน แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปเป็นเพียงสายลมพัด

….เช้าวันใหม่ แค่หล่อนก้าวเท้าเข้าบริษัท ข่าวดีก็วางรอบนพานอยู่แล้ว

“เฮ้ย…ตี! อย่าล้อเล่นน่า เดี๋ยวหัวใจวาย” หล่อนทวนคำบอกเล่าอย่างตื่นเต้น “เดี๋ยวเราเข้าไปคุยกับเจ๊อร เองแล้วกัน”

วาตีไม่ได้ล้อหล่อนเล่น หล่อนรู้ดีแก่ใจ แต่ได้ฟังหัวหน้าใหญ่บอกย้ำอีกที คงจะชื่นใจดีไม่น้อย แถมยัง มีมติให้หล่อนเป็นคนติดต่อเขามาทดสอบหน้ากล้องเองอีกด้วย

การนัดหมายทางโทรศัพท์ผ่านไปโดยราบรื่น ถึงแม้หล่อนจะประหม่าจนแทบกลั้นหายใจเมื่อได้ยิน เสียงสัญญาณตอบรับ ใจเต้นระรัวแทบปะทุออกนอกอก ยิ่งพอเขาพูดสายกับหล่อนเป็นคำแรก หล่อนก็แทบกรี๊ดสลบ

แล้วก็รอ รอ รอ อย่างใจจดใจจ่อให้ถึงวันกำหนดนัดหมายให้เขามารับการทดสอบหน้ากล้อง เฝ้า พะวักพะวงคิดถึงแต่วันนั้น ไม่เป็นอันทำอะไร จนอดขำตัวเองไม่ได้ที่คลั่งเขาปานนี้

…พอถึงวันจริงเข้า หล่อนก็มีอาการชอบกลเสียมากมาย เดินวนเวียน งุ่นง่านตั้งแต่เช้า กำหนดนัดนั้น…. บ่ายสอง แต่ใจหล่อนมันลอยไปหาเขาเสียก่อนแล้ว พอเข้างานภาคบ่ายก็นั่งไม่เป็นสุข เพราะร้อนอาสน์เหลือนักแล้ว แอบลงไปรอหน้าตึก ขึ้นๆลงๆหน้าลิฟท์อยู่หลายรอบ แต่หลบอยู่เหมือนกัน เพราะยังกลัวเขาเห็นอยู่

เขาลงจากรถแล้ว กำลังจะเดินเข้ามาในอาคาร หัวใจหล่อนแทบจะหยุดเต้น ก็เขาน่ารัก หล่อนไม่ได้เข้าข้างจนเกินไปหรอกนะ ถ้าจะลดความรุงรังลงอีกสักนิด นิดเดียวก็เหลือจะพอ

เอาแล้วไง ถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เขินจนทำอะไรไม่ถูก รีบโทรฯเรียกยายวาตีลงมาต้อนรับแทน แล้วหาทางเลี่ยงไปตรงนั้นตรงนี้ เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากัน สักพักหล่อนก็แอบแวบไปดูเขาทดสอบกัน ก็ไม่เลวเท่าไหร่นักหรอก…นายคนนี้ อย่างน้อยก็ไม่ได้แข็งทื่อ เป็นท่อนไม้อย่างอีกหลายๆคน ไม่โอเว่อร์แอคติ้งจนเกินไปอีกด้วย เอ….นี่หล่อนลำเอียงอีกหรือเปล่านะ

กลับออกมานั่งทำสคริปบอร์ดต่อด้วยใจกระวนกระวาย เผลอแสดงอาการเหม่อ จนทำอะไรเผลอๆไผลๆ ให้เพื่อนฝูงหยอกล้อได้อยู่หลายครั้ง หล่อนไม่อาจระงับใจที่สั่นรุนแรงด้วยอารมณ์กระเจิดกระเจิงได้อย่างง่ายดาย จึงได้แต่ก้มหน้าทำงานไปเงียบๆไม่มองใครอีก

แต่แล้วเสียงเรียกที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นข้างโต๊ะทำงานของหล่อน

“คุณหยาครับ”

พอหล่อนเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นแต่เพื่อนๆร่วมงานอมยิ้มมองมาทางหล่อนอยู่ก่อนแล้ว อิสรียารีบหันขวับไปทางซ้ายมือตนเองด้วยสังหรณ์ใจ แล้วใจหล่อนก็ต้องกระตุกวาบเมื่อพบสายตาที่มองเป๋งมายังหล่อนของเจ้าของเสียง

“คะ??” พอตั้งสติได้ หล่อนก็รีบตอบรับ คิดในใจว่า เจ๊อรคงให้เขามาติดต่อเรื่องงานตัวใหม่กับหล่อน

“คุณมีอะไรก็เชิญพูดมาได้เลยค่ะ หรือจะขอดูรายละเอียดของงานคะ” หล่อนพยายามยิ้มหวานอย่าง รวบรวมกำลังใจเต็มที่

“คุณจำผมไม่ได้จริงๆด้วย” เสียงนายรูปหล่อพูดเหมือนตัดพ้อ

เลยเล่นเอาหล่อนงงเป็นไก่ตาแตก หมายความว่าอย่างไรกันนี่

“ทำไมจะจำไม่ได้หละคะ ในเมื่อดิฉันเป็นคนติดต่อนัดหมายคุณเอกด้วยตนเองเลยนะคะ”

“คุณเองหรือนี่ โธ่!!” เขาทำหน้าเหมือนเสียดาย “ถ้าผมรู้เสียก่อน คงได้เจอและคุยกับคุณไปหลายวันแล้ว”

หล่อนชักตกใจ นี่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาหรืออย่างไร

“หยาจ๊ะ” เจ๊อรเข้ากู้สถานการณ์ “ช่วยไปทานของว่างเป็นเพื่อนพรีเซนเตอร์คนใหม่ของเราหน่อยซีจ๊ะ… นะ ช่วยเจ๊ดูแลที คุณเอกเขารีบร้อนมา ยังไม่ได้ทานกลางวันด้วยซ้ำนะนี่ น่ารักจริง…….”

วลีสุดท้ายเห็นจะเป็นคำพูดชื่นชมที่พรีเซนเตอร์คนดีไม่ทำให้เจ๊อรเสียเวลานั้นแหละ

เขาหันมายิ้มกับหล่อน “ไปเป็นเพื่อนผมหน่อย หิวจะแย่แล้ว”

โธ่…มีหรือหล่อนจะไม่อยากไป ความตื่นเต้นนั้นล้นหลากจนแทบจะระงับไม่อยู่แล้ว แต่ความงุนงงดูจะ มีมากกว่า เอาเถอะ เจ้าชายอุตส่าห์ขี่ม้าขาวมารับถึงโต๊ะทำงาน ถ้าปฏิเสธก็ออกจะใจจืดไปหน่อย

จนเมื่อได้นั่งทานอาหารด้วยกันไปสักพักแล้ว หล่อนจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจในเหตุผล

“ก่อนที่ผมจะไปเรียนที่อังกฤษ ผมยังเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่อยู่ได้สักปีหนึ่ง ช่วงนั้นก็นึกสนุกตามเพื่อนๆ ไปทำงานวิจัย ทำได้ไม่นานเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็นานพอที่จะ…” เขายิ้ม มองหน้าหล่อน “…ได้พบสาวน้อยช่างพูดคนนึงทุกครั้งที่เข้าบริษัท แต่ไม่มีโอกาศได้รู้จักพูดคุยกัน และเธอเองก็ไม่เคยเห็นผมเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งผมกับเธอมักเข้าฟังสรุปงานคนละตัวกันอยู่เสมอ ผมเล่ามาเพียงเท่านี้…. คุณคงรู้ดีใช่ไหมว่า..ผมหมายถึงใคร”

…ปัดโธ่เอ๋ย ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ถึงไม่ต้องบอกมาตรงๆ หล่อนก็รู้อยู่เต็มอกว่าคนที่เขาพูดถึงนั้นจะ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวหล่อนเอง นี่เป็นโชคดีของหล่อนหรือเปล่า ที่หล่อนมาหลงรักผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเฝ้านึกถึงตัวหล่อนมาตลอดหลายปีโดยที่หล่อนไม่เคยได้รับรู้แม้แต่น้อย โชคชะตาช่างเล่นตลกเอากับหล่อนเสียจริง

แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนย่อมต้องขอขอบคุณวันคืนเก่าๆในชีวิตนักศึกษาที่ช่วยให้หล่อนได้สมหวัง แม้ว่า ความรักของเขาจะเดินทางมาช้ากว่ากำหนดถึงห้าปีกว่าก็ตาม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *