“ซุปเปอร์ซีดาน” ซัด2ท้ายเกมพาไก่พลิกจิกสิงโต

“สวิตฯ” 10คนยัน “โครแอต” 0-0 ไข่ไม่แตก

ยูโร 2004 วันที่ 2 บิ๊กแมตช์ “ไก่จิกสิงโต” ดิ้นทดเจ็บ “ซุปเปอร์ซีดาน” ฮีโร่กดฟรีคิก-จุดโทษนำชัย อังกฤษช้ำหนัก เบคแคม พลาดโทษชวดขึ้นนำ 2-0 ก่อนพ่าย ส่วนอีกคู่ สวิตฯ ถูกใบแดงเหลือแค่ 10 คน แต่ยังยันเสมอ โครเอเชีย ไว้ได้ เป็นคู่แรกที่ไข่ไม่แตกสำหรับยูโร 2004

ฝรั่งเศส 2 อังกฤษ 1

การแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2004 กลุ่มบี คู่ที่ 2 ประจำวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ในเวลา 01.45 น. เป็นเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง “ทีมตราไก่” ฝรั่งเศส ของโค้ช “ฌักส์ ซองตินี” จะปะทะแข้งกับ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ทีมขวัญใจชาวไทยของกุนซือมือถือ “สเวน โกรัน อีริคค์สัน” ที่กรุงลิสบอน สนามโจเซ่ อัลวาลาดสเตเดียม ผู้ตัดสินในวันนี้คือ มาร์คุลส์ แมร์กซ์ จากเยอรมนี

เกมในวันนี้ อังกฤษ ตัดสินใจส่ง เลสลีย์ คิงส์ แผงหลังดาวรุ่งจากสเปอร์ส ลงเล่นเป็นแนวรับแทนที จอห์น เทอร์รี่ ที่บาดเจ็บ และใช้ แฟรงค์ แลมพาร์ต แทนที่จะเน้นรับ โดยใช้ นิกกี บัตต์

ส่วนฝรั่งเศส ใช้ มิคาแอล ซิสแวร์สต์ ลงเล่น ส่วนแนวรับจอมเก๋า มาร์เซล เดอไซญี ต้องรอโอกาสที่ม้านั่งสำรอง ด้าน เดวิด เทรเซเกต์ ฟิตสมบูรณ์มีชื่อเป็น 11 ตัวจริง

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
ฝรั่งเศส: ฟาเบียง บาร์กเตซ, วิลเลียมส์ กัลลาร์, มิคาแอล ซิสแวร์สต์, บิเซนเต ลิซาราซู, ลิลิยง ตูราม, โรแบร์ ปิแรส, ปาทริก วิเอร่า, โคลัด มากาเลเล่, ซีเนดีน ซีดาน, เธียร์รี อองรี, เดวิด เทรเซเกต์
อังกฤษ: เดวิด เจมส์, แกรี เนวิลล์, แอชลีย์ โคล, โซล แคมป์เบลล์, เลสลีย์ คิงส์, สตีเฟน เจอร์ราร์ด, เดวิด เบคแคม, พอล สโคลส์, แฟรงค์ แลมพาร์ต, เวยน์ รูนีย์, ไมเคิล โอเว่น

เริ่มเกมการแข่งขัน วันนี้อังกฤษมาในชุดขาวคาดแดง กางเกงดำ ส่วนฝรั่งเศส ชุดเก่งเช่นกัน น้ำเงินคาดแดง กางเกงขาว แค่ 45 วินาที ทีมตราไก่ได้ลูกเตะมุม และนำมาถึงจังหวะต่อเนื่อง วิเอร่า ได้ยิงแต่ข้ามคานไปไกล

อังกฤษเริ่มตั้งเกมติด และเริ่มตอบโต้มาบ้าง นาทีที่ 6 ได้โอกาสทำเกมต่อบอลหลายจังหวะสุดสวย ก่อนสโคลส์ไล่ให้โอเว่นหลุดเข้าไป กำลังจะได้ง้างไกยิงประตู แต่กัลลาร์หุบเข้ามาเบียดบังโอเว่นไว้ได้ในจังหวะสุดท้าย ถือเป็นการเซฟที่ยอดเยี่ยม เพราะหากปล่อยให้โอเว่นได้ยิง โอกาสเป็นประตูสูงมาก

ถูกทักทายเจ็บ ๆ ฝรั่งเศสตอบโต้กลับมาทันที และได้ลุ้นจากฟรีคิกของซีดาน แต่แลมพาร์ตยังโขกถาก ๆ เคลียร์ทิ้งได้หวุดหวิด เกมในช่วงแรก อังกฤษวางแผนมาดีมาก อองรี และซีดาน ยังแทบไม่มีโอกาสได้เล่นบอลเลย

นาทีที่ 15 ฝรั่งเศส เกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ วิเอร่า เปิดบอลทางกราบขวา เทรเซเกต์ วิ่งเข้าไปโขกเปลี่ยนทาง บอลข้ามคานไปนิดเดียว เกมช่วงนี้ ฝรั่งเศส เริ่มคุมจังหวะไว้ได้ทั้งหมดแล้ว เริ่มดาหน้าบุกใส่อังกฤษอย่างหนัก ทำให้นักเตะสิงโตคำรามต้องถอยกรูลงมาตั้งรับกันแน่นในเขตโทษตัวเอง

แม้ฝรั่งเศสจะบุกได้ดีกว่า แต่อังกฤษก็ยังตั้งรับได้เยี่ยม และสวนทุกครั้งที่มีโอกาส เกมโดยรวมยังเล่นได้ดีทั้งสองฝ่ายตามแผนที่วางไว้ แต่สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

ช่วงท้ายครึ่งแรกเกมเริ่มเนือยลง แต่แล้วอังกฤษก็มาได้ประตูขึ้นนำอย่างเหลือเชื่อ จากลูกฟรีคิกทางกราบขวา เบคแคม วางเข้าไป เป็นแลมพาร์ตที่โดดโขกเสียบสามเหลี่ยมเสาแรกเข้าไปอย่างงดงาม อังกฤษขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 38 เวลาที่เหลือ ฝรั่งเศส พยายามลุ้นตามตีเสมอ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ จบครึ่งแรก อังกฤษนำ 1-0

เปิดฉากครึ่งหลัง ยังไม่มีการเปลี่ยนตัว ฝรั่งเศสปรับแผนฉีก อองรี ออกไปทางปีกซ้าย แทนที่จะยืนอยู่ตรงกลางเหมือนครึ่งแรก และเกมก็ดูวูบวาบขึ้น เมื่อ ซีดาน ได้โอกาสยิงไกล แต่เจมส์ยังล้มตัวรับได้เยี่ยม จังหวะต่อมา ปิแรส ไปสอย สโคลส์ โดนใบเหลืองไปเป็นคนแรก จากเกมโต้กลับ อองรี ได้กระชากเข้าไปยิง แต่เจมส์ยังรับไว้ได้ไม่พลาด

ทีมตราไก่ยังมาเป็นชุด อองรี ได้กระชากขึ้นทางซ้าย ก่อนมีเวลาเปิดบอลเข้าไป ลูกโดนแขน เนวิลล์ ในเขตโทษเต็ม ๆ แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร ฝรั้งเศส เร่งเครื่องเต็มสูบ โดยให้บอลไปที่อองรีตลอด ทำให้อังกฤษเริ่มถูกกดดันอย่างหนัก และสโคลส์ก็ไปหวดวิเอร่าเต็ม ๆ ถูกใบเหลืองไปอีกคน

ฝรั่งเศส ตรึงเกมรุกอยู่ข้างเดียว และมีโอกาสหลายครั้ง แต่โดยรวมยังยิงไม่เข้าเป้า ขณะที่อังกฤษทำได้แค่คอยปัดป้องเท่านั้น สำหรับเกมในช่วง 20 นาทีแรกของครึ่งหลัง

แต่แล้วจากจังหวะสวนกลับในนาทีที่ 70 อังกฤษก็มาได้จุดโทษ จากลูกโต้ที่ รูนีย์โชว์ พาบอลกระชากเข้าไปในกรอบโทษ ถูก ซิสแวร์สต์ หวดล้มลง เบคแคม รับหน้าที่ตามเคย แต่ยิงไปถูก บาร์กเตซ พุ่งปัดไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

ช่วงท้ายเกม ฝรั่งเศสโหมบุกหนัก และมีโอกาสหลายครั้ง จนย่างเข้าสู่นาทีสุดท้าย เฮลกีย์ ที่เปลี่ยนลงมาเล่นแทน รูนีย์ ไปทำฟาวล์บริเวณหน้ากรอบโทษ และเป็น ซีดาน ที่ยิงฟรีคิกโค้งแรงข้ามกำแพงเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสุดสวย ตีเสมอให้ทีมตราไก่ และแล้วในช่วงทดเจ็บ 3 นาที เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อ สตีเฟน เจอร์ราร์ด ส่งบอลคืนหลังไม่ดี ถูกอองรีฉกไปได้ และเป็นเจมส์ที่พุ่งออกมาทำฟาวล์อองรีแบบเต็ม ๆ ทำให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษ ซีดาน รับหน้าที่สังหารตามเคย ก่อนกดด้วยอีขวาตุงตาข่ายอย่างสุดเฉียบขาด พาทีมคว้าชัยชนะไปได้อย่างเหลือเชื่อ 2-1

สวิตเซอร์แลนด์ 0 โครเอเชีย 0

การแข่งขันเกมแรกประจำวันนี้ “โครเอเชีย” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่น ทำอะไร “สวิตเซอร์แลนด์” ที่ “โฟเกิล” กองกลางตัวเก่ง ถูก 2 เหลืองไล่ออกจากสนามไม่ได้ เจ๊าโนสกอร์ชนิดน่าเขกหัวนักเตะโครแอตอย่างที่สุด เพราะมีโอกาสได้ประตู แต่ยิงพลาดไปแบบไม่น่าเชื่อ

การแข่งขันศึกฟุตบอลยูโร 2004 กลุ่มบี คู่แรกประจำวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ในเวลา 23.00 น. เป็นการพบกันระหว่าง “ทีมจากแดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ ของโค้ช “จาคอปส์ คุนซ์” กับ “ทีมตราหมากรุก” โครเอเชีย ของกุนซือ “ออตโต บาริช” ที่กรุงไลเรีย สนามดร.มากัสเยส เปสซัว สเตเดียม ผู้ตัดสินในวันนี้คือ ลูซิลโล บาติสต้า จากโปรตุเกส จำนวนผู้ชมในเกมนี้ 24,090 คน

โดยวันนี้ ศูนย์หน้าสวิตฯ วัย 34 ปี “สเตฟาน ชาปุยซาต์” จะลงเล่นทีมชาติเป็นนัดที่ 102 ด้าน สเตฟาน อองโชซ์ กองหลังจอมแกร่งจากทีมลิเวอร์พูล หลุดไปเป็นตัวสำรอง ถูก แพทริก มุลเลอร์ จาก ลียง แย่งตำแหน่งไปครองได้

ส่วนทางด้าน โครเอเชีย จะขาด ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง สติเป เพลติโคซา ที่ได้รับบาดเจ็บ จนถูกส่งตัวกลับไปแล้ว ทำให้ “โทมิสลาฟ บูตินา” นายทวารจากทีม เอฟซี บรูซ ยึดมือหนึ่งแทนไปโดยปริยาย

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองทีม
สวิตเซอร์แลนด์: ยอร์ก สตีล, แบร์นต์ ฮาส, แพทริก มุลเลอร์, มูรัต ยาคิน, คริสตอฟ สปายเชอร์ ราฟาเอล วิคกี, โยฮัน โฟเกิล, เบนจามิน ฮูกเกิล, ฮาคาน ยาคิน, สเตฟาน ชาปุยซาต์, อเล็กซานเดอร์ เฟร
โครเอเชีย: โทมิสลาฟ บูตินา, ดาริโอ ซิมิช, โรเบิร์ต โควัช, โจซิป ซิมูนิช, บอริส ซิฟโควิช, อิวิกา มอร์นา, นิโก โควัช, เนเนด เบลิกา, อิวิกา โอลิช, ดาโด แปร์โซ, โทมิสลาฟ โซโคตา

เริ่มเกมการแข่งขัน ทั้งสองทีมเปิดเกมรุกเข้าแลกกันทันที เกมเป็นไปอย่างดุเดือด แค่นาทีที่ 3 สวิตฯก็โดนใบเหลืองแรกตั้งแต่ไก่โห่ เมื่อ โฟเกิล ไปเสียบผู้เล่นโครแอตด้านหลัง นาทีที่ 11 โครเอเชีย เกือบได้จุดโทษ เมื่อ แปร์โซ กองหน้าตัวเก่งได้โอกาสเล่นบอลในกรอบโทษ ก่อนทิ้งตัวหวังลุ้นจุดโทษ เมื่อแนวรับสวิตฯสไลด์เข้ามาหวังตัดบอล แต่ผู้ตัดสินมองออกว่า เป็นการพุ่งแจกใบเหลืองให้ แปร์โซ ไปเป็นคนที่ 2 ของเกม

แต่แล้วอีก 2 นาทีต่อมา ทีมจากแดนนาฬิกาเกือบได้ประตูนำ เมื่อ อเล็กซานเดอร์ เฟร ได้บอลวางยาวหลุดแผงหลังโครแอต เข้าระยะยิงหน้ากรอบโทษทางขวา เฟร ตัดสินใจซัดทันทีชนิดไม่จับ แต่ บูตินา ยังล้มตัวเซฟได้แบบหวุดหวิด ก่อนแนวรับมาช่วยเคลียร์ทิ้งชนิดเสียวว่า จะโดนชาปุยซาต์เข้าซ้ำแบบเฉียดฉิว

หลังลุยแหลกกันมาพักใหญ่ ช่วงนาทีที่ 20-35 เกมของทั้งสองทีมเริ่มสูสีกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บอลส่วนมากอยู่บริเวณกลางสนาม มีการตัดบอลกันไปมา และทำฟาวล์หยุดเกมคู่แข่งตลอด โอกาสยิงประตูแทบไม่มี

นาทีที่ 37 โครเอเชีย น่าได้ประตูขึ้นนำ จากลูกเตะมุม ยอร์ก สตีล นายทวารสวิตฯ ออกมาตัดบอลพลาด ทำให้บอลลอยเลยไปเข้าหัว นิโก โควัช ที่ทะยานขึ้นโขกคนเดียวโล่ง ๆ ที่เสาสอง ชนิดเหลือแต่เสากับตาข่าย แต่ โควัช คุมบอลไม่อยู่ โขกข้ามคานไปชนิดไม่มีลุ้น ทั้ง ๆ ที่โอกาสเปิดกว้างมาก

จากนั้นอีก 3 นาที โครแอต พลาดได้ประตูนำอย่างเหลือเชื่อที่สุด จากฟรีคิกทางกราบขวาที่โยนเข้าไป แผงหลังสวิตฯเช็กล้ำหน้าพลาด ทำให้ผู้เล่นโครเอเชียอยู๋ในกรอบโทษโล่ง ๆ ถึง 5 คน บอลลอยมาเข้าหัว โจซิป ซิมูนิช ที่โหม่งลงพื้นบอลกระดอนถูก สตีล พุ่งเซฟได้ แต่บอลยังไม่พ้นวิถีอันตราย อิวิกา โอลิช ได้โขกซ้ำโล่ง ๆ แต่กลับโหม่งไปชนคานกระดอนออกหลัง ชนิดแฟนบอลและเพื่อนนักเตะงงกันเป็นไก่ตาแตกว่า ไม่ได้ประตูนำได้อย่างไร

ครบ 45 นาทีแรก ยังเจ๊า 0-0 ชนิด โครเอเชียน่าขึ้นนำอย่างที่สุด

เปิดฉากครึ่งหลัง โครแอต ปรับเกมรุกส่ง มิลาน ราปายิช ลงมาเล่น แต่แล้วแค่ไม่กี่นาทีที่เปิดฉากเตะกันอีกครั้ง “โยฮัน โฟเกิล” มิดฟิลด์แดนนาฬิกา ก็ไปทำฟาวล์และเตะบอลทิ้ง ทั้งที่โดนใบเหลืองไปแล้ว ทำให้ถูกเหลืองที่ 2 ส่งให้ทีมพบกับภาวะคับขัน ต้องเล่น 10 คนอีกเกือบเต็ม ๆ ครึ่งหลัง

สวิตฯรีบแก้เกมทันทีที่เสียเปรียบตัวผู้เล่น ส่ง “ฟาบิโอ เซเลสตินี” แผงกลางลงเล่นแทนกองหน้าอย่าง ชาปุยซาต์ แพ็กเกมให้แน่น แล้วลุ้นเล่นเกมโต้กลับเร็ว ส่วนโครเอเชีย ก็ส่งนักเตะเกมรุก “ดาริโย เซอร์นา” ลงเล่นแทนกองหลังอย่าง ดาริโอ ซิมิช เช่นกัน หวังทำประตูนำให้จงได้

เกมโดยรวมหลังโครแอตได้เปรียบตัวผู้เล่น ทำเกมรุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่มีโอกาสจะแจ้งที่จะยิงประตูขี้นนำ โดยลูกหวาดเสียวที่สุด มาจากจังหวะที่ ยอร์ก สตีล โกล์สวิตฯ กะจังหวะพลาด บอลทิ้งยาวจากโครเอเชียกระดอนข้ามหัวกำลังจะข้ามเส้นประตู แต่สตีลยังฮึดเฮือกสุดท้าย วิ่งไปเซฟบอลไว้ได้อย่างหวุดหวิดที่สุด

15 นาทีท้าย โครเอเชีย เริ่มตันในเกมรุก ขณะที่สวิตฯฮึดขึ้นมา และได้โอกาสยิงจาก ตัวสำรอง เซเลสตินี ที่กดเรียดเต็มแรง แต่ บูตินา ยังเซฟไว้ได้แบบหวุดหวิดที่สุด ชนิดโค้ชสวิตฯกระโดดเฮ!เก้อ เพราะคิดว่า บอลเข้าประตูไปแล้ว

ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมเล่นกันได้อย่างสูสี และจบลงด้วยการทำประตูกันไม่ได้ เสมอกันไป 0-0 แบ่งกันทีมละหนึ่งแต้ม ต้องไปลุ้นในอีก 2 นัดที่เหลือ กับทีมมหาโหด อย่าง ฝรั่งเศส และอังกฤษ